เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และเครือข่ายภาคเอกชน จัดการแถลงข่าวและการเสวนา “1 ปีผ่านไปจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ตึก สตง. ถล่ม โครงสร้างไทยจะปลอดภัยเมื่อไร” ณ โรงแรม จูบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก เพื่อสะท้อนบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ที่ผ่านมา รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ความปลอดภัยของโครงสร้างในประเทศไทย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ศ. ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงภาพรวมและวัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้ว่า เนื่องจากครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหวและอาคารสตง.ที่กำลังก่อสร้างถล่ม และไม่อยากให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค.68 ผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทิ้งบทเรียนให้เราได้แก้ไขหรือเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตต่อไป ดังนั้นเราจึงต้องใช้เหตุการณ์ในวันนั้นให้เป็นประโยชน์ที่สุด ปัจจุบันตึกต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นได้รับการแก้ไขไปแล้ว แต่ยังไม่จบยังต้องเตรียมความพร้อมรอตัวต่อไป
สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เป็นภาควิชาชีพได้เห็นความสำคัญว่า โครงสร้างจะปลอดภัยจะไม่ได้อยู่ที่วิชาชีพฝั่งเดียว ต้องมีฝั่งวิชาการ มีคนที่เห็นในเชิงกลยุทธ์งานวิจัยว่าต้องส่งเสริมกันอย่างไร รวมถึงภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเป็นองคาพยพเดียวกัน สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯจึงจัดงานนี้ขึ้นมาโดยภายในงานมีการแถลงข่าว และการประกาศเจตนารมย์ร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะที่โครงสร้างปลอดภัย (Smart and Safe Structure Society) รวมถึงการบรรยายพิเศษเรื่องอนาคตการออกแบบก่อสร้าง กทม. เพื่อเป็นแนวทางให้วิศวกรโครงสร้างได้นำไปใช้ในการออกแบบอาคารสูงให้มีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวต่อไปในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นในงานครั้งนี้ คือ 1ปีผ่านไปแล้วตึกสตง.ถล่ม เชื่อว่ายังคงเป็นปัญหาคาใจไม่ใช่เพียงแต่วิศวกรแต่ประชาชนทั่วไปในประเทศก็อยากรู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร วันนี้จึงได้มีการเสวนาเจาะลึก วิเคราะห์ในประเด็นต่างๆ แต่เป็นไปในเชิงวิชาการไม่เกี่ยวข้องกับทางด้านของคดี

ศ. ดร.อมร กล่าวเพิ่มว่า ในเรื่องของSmart Structure นั้นสำคัญ ปัจจุบัน เราจะต้องมี ระบบเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับการโยกไหวของอาคารตลอดเวลา ปัจจุบันมีราคาถูกกว่าต่างประเทศ4-5เท่า และสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯเองก็ทำสำเร็จแล้วและก็นำไปติดไว้ให้กับโรงพยาบาล โรงเรียนเรียบร้อยแล้วรวมทั้งเตรียมไปติดให้กับอาคารอื่นๆอีก ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่า 1 ปีได้สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยให้กับประชาชน
ด้านผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผอ.สกสว. เผยถึงบทบาทของกองทุน ววน. ในการส่งเสริมความปลอดภัยสาธารณะ ว่า สกสว.ในฐานะเลขานุการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มีนโยบายในการจัดสรรงบประมาณการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างครบวงจร ทั้งการเตรียมความพร้อมการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการฟื้นฟูชุมชนหลังเกิดภัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบประมาณสำหรับการพัฒนานโยบายและต้นแบบเพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ

ซึ่งหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวปี68 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ในการจัดการปัญหาวิกฤติแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาหลากหลายประเด็น อาทิ เกิดแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัย การสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคตโดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563-2569 กองทุน ววน. สนับสนุนโครงการวิจัยและนวัตกรรมกว่า 106 โครงการเพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ นอกจากนี้ สกสว.ยังทบทวนและยกระดับแผนด้าน ววน.ของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาท้าทายด้านภัยพิบัติ นำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานหลักด้านการบริหารจัดการสาธารณภัย สนับสนุนภารกิจการสร้างความตระหนักรู้ ป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ อีกทั้งขับเคลื่อนบทบาทในการเป็นกลไกลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์ของประชาชน

ขณะที่ ผศ. ดร.ประกิต ชมชื่น ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพัฒนาระบบตรวจวัดการสั่นไหวในอาคาร และ อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ เลขาธิการสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวและแจ้งเตือนผู้ใช้อาคาร ซึ่งเป็นระบบที่สมาคมฯ ร่วมกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ตรวจจับการสั่นไหวของอาคารและการแจ้งเตือนผู้ใช้งานอาคารอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ระบบดังกล่าวได้มีการติดตั้งจริงแล้วที่โรงเรียนบ้านป่าก่อดำ จ.เชียงราย และ อาคารโรงพยาบาลสูง 25 ชั้นใน กทม. ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อาศัยในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหวและผู้ที่ต้องพำนักในอาคารสูง
ส่วนนายประเสริฐ ธรรมนุญกุล ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เปิดเผยว่า งานนี้ถือเป็นการร่วมมือกันของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างที่จะระดมสมอง เพื่อพัฒนาวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้างที่ต้านแผ่นดินไหว รวมทั้งแนวทางการสนับสนุนภาควิชาการและวิชาชีพ เพื่อสร้างสังคมอัจฉริยะที่โครงสร้างปลอดภัยต่อไปอีกด้วย.



