นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ประเมินสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ลดลงเหลือ 1.3-1.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% 

โดยแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ

  • กรณีที่ 1 จบภายใน 2 สัปดาห์ คาดว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5%
  • กรณีที่ 2 คาดว่าจบภายใน มิ.ย. 69 จีดีพีจะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5% แต่หากลากยาวเกินเดือน มิ.ย.จะยิ่งทำให้จีดีพีร่วงลงไปอีก ซึ่งการประเมินนี้ไม่รวมมาตรการของภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้การประเมินภาพเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ ยังมีจาก 3 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณา ทั้งเรื่องระยะเวลา หรือ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ว่าจะจบเร็ว เช่น ภายใน 2 สัปดาห์ หรือลากยาวไปจนถึงสิ้นปี, ความรุนแรง หรือ ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เช่น การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน และการจัดหาวัตถุดิบ การหยุดชะงักของวัตถุดิบสำคัญ เช่น น้ำมัน, ปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย 

“ธปท.ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการ แต่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยจะไปทำลายดีมานด์โดยไม่ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง”

สำหรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 ขั้น โดย ธปท.ได้เตรียมเครื่องมือไว้เป็นชุดเพื่อเลือกใช้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์

  • ขั้นที่ 1 การจัดการหนี้เดิม โดยการขอให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับของธปท. เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน โดยเน้นการให้ธนาคารช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระการผ่อน และมาตรการค้ำประกันหลักทรัพย์ (ซีเคียวพลัส) ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้ 
  • ขั้นที่ 2 การเติมเงินใหม่ เป็นสินเชื่อ หากสถานการณ์ช่วงฟื้นฟู ก็จะมีการยกระดับมาตรการที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดขั้นต่ำบัตรเครดิต หรือ การหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาความจำเป็นในการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสม
  • ขั้นที่ 3 สุดท้าย คือ การปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึก รวมถึงการลดงวดผ่อนและลดดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง