เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ภายใต้แคมเปญ “ออกเวลาไหนก็ถึงบ้านเหมือนกัน Smart Travel Songkran 2569” โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ 18.58 ล้านคน-เที่ยว และต่างจังหวัด 3.45 ล้านคน-เที่ยว ซึ่งเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคม อุบัติเหตุต้องเป็น “ศูนย์” ทั้งนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น ทั้งมิติด้านการอำนวยความสะดวก และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน อาทิ จัดหารถเสริมให้เพียงพอประชาชน ต้องมีรถโดยสารสาธารณะกลับภูมิลำเนา

การยกเว้นค่าทางด่วน 3 สายทาง (ทางพิเศษเฉลิมมหานคร, ศรีรัช, และอุดรรัถยา) รวม 63 ด่าน และการเชื่อมต่อระบบโดยสารสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถประจำทาง ขสมก. รวมทั้งมิติด้านความปลอดภัย เช่น ตรวจความพร้อมรถโดยสารสาธารณะที่จะนำมาให้บริการ ตรวจสอบสภาพรถตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง และเข้าจุด Check Point ในส่วนของอัตราค่าโดยสารรถโดยสารประจำทาง ให้ตรึงราคาค่าโดยสาร ในราคาเดิม ถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 โดยมาตรการปรับอัตราค่าโดยสารหลังจากวันที่ 19 เม.ย. 2569 ต้องรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) กล่าวว่า ช่วงก่อนเทศกาลได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจความพร้อม รถโดยสาร ณ สถานประกอบการตามแบบ Checklist ช่วงระหว่างเทศกาล ตรวจเข้มความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถแบบ 100% ตาม Checklist ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถจำนวน 176 แห่ง จุด Checking Point 26 จังหวัด 28 จุด และจุด Rest Area 13 จังหวัด 15 จุด จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเร็วรถ เฝ้าระวังการใช้ความเร็ว ผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ของ ขบ. ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS Notice แจ้งเตือนพนักงานขับรถเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ กำชับผู้ประกอบการและ TSM ให้บริหารจัดการขนส่งให้มีความปลอดภัย และรายงานการตรวจความพร้อมของตัวรถและพนักงานขับรถก่อนออกเดินทางผ่านระบบ “เช็กชัวร์ ready to go”

ในส่วนของความร่วมมือการประสานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของประวัติอาชญากรรมของผู้ขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ระหว่าง ขบ. กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) นั้น ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ที่ขอรับ หรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ จากเดิมต้องมาที่ ขบ. เพื่อขอทำใบอนุญาตฯ แล้วจึงส่งตัวบุคคลไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่ สตช. ซึ่งต้องใช้หนังสือนำส่ง และต้องใช้เวลาในการเดินทางไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม

เปลี่ยนเป็นตรวจสอบผ่านระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง ไม่ต้องมีหนังสือนำส่งจาก ขบ. ทั้งในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ (ขอใหม่) ที่ต้องตรวจสอบประวัติเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ และกรณีผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ที่ต้องตรวจสอบประวัติโดยไม่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เมื่อผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมถูกส่งให้ ขบ. ประชาชนสามารถมายื่นคำขอรับหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ หรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย อบรมออนไลน์ ทดสอบข้อเขียน ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ แล้วเสร็จภายใน 1 วัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ลดภาระของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าสู่อาชีพขับรถสาธารณะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สตช.เตรียมพร้อมประสานข้อมูลประวัติอาชญากรรมระหว่าง 2 หน่วยงานผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยประชาชนสามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติและจองคิวเพื่อพิมพ์ลายนิ้วมือ ผ่านเว็บไซต์ของ สตช. โดยใช้ข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทั้งนี้ สตช.จะส่งผลการตรวจไปยัง ขบ.โดยตรง จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ ซึ่งระบบนี้คาดว่าจะเริ่มงานได้ภายใน 90 วัน หลังจากที่ทั้ง 2 หน่วยงานลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันในวันนี้



