จากนั้นเวลา 19.15 น. เมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาวาระ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา162
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิง กรณีที่น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือชณะนี้ แต่ ยังมี สส.พรรคภูมิใจไทย ที่อภิปรายคัดค้าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทั้งๆที่ ควรเป็นฉันทามติร่วมกันทั้งสังคม หรือลึกๆ ท่านกลัวนายทุนอุตสาหกรรมจะไม่พอใจ ว่า ประเด็นที่อภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องปัญหา PM 2.5 ว่า วันนั้นมีสมาชิกหลายคนจากพรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในวุฒิสภา รัฐบาลควรจะหยิบยกมา ตนได้ลุกขึ้นอภิปรายแล้วบอกว่าตนไม่เห็นด้วยกับท่าน นี่คือวิถีประชาธิปไตย ตนมีข้อมูล มีเหตุผลของตน ที่คิดว่าถ้าจะหยิบยกร่าง พ.ร.บ. เข้ามาพิจารณาต่อ ผลกระทบมีอยู่มากมาย ตนได้อภิปรายประมาณ 7-8 ประการ และจะไม่ขอพูดซ้ำ ตนคิดไม่เหมือนท่านไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ท่านคิดถูกและตนผิด ที่ท่านพูดว่าอย่าคิดในกรอบ ตนก็คิดนอกกรอบ คิดไม่เหมือนท่าน ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ตนคิดผิดหรือของท่านถูก หรือไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่ตนไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะต้องเอาตามตนหรือไม่ เพราะตนเชื่อว่ารัฐบาลก็มีดุลพินิจในการวินิจฉัย เอาหลักฐานต่างๆ มาประกอบการพิจารณา
“สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยมีอยู่อย่างเดียวคือ เราก็ห่วงใยประชาชนในเรื่องอากาศ ต้องการให้มีกฎหมายดีๆ เพื่อทำให้อากาศสะอาดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต่อต้าน การมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผมไม่ได้ต่อต้าน เพราะผมได้ร่วมพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ในปี 2562 ซึ่งผมนี่แหละคือผู้ร่าง พ.ร.บ. และยื่นเข้าสภาแห่งนี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ หลังจากนั้นก็มีพรรคการเมืองหลายพรรคก็ร่างเข้ามาประกบ รวมทั้งภาคประชาชน แต่กฎหมายฉบับนั้นไม่ได้มีการพิจารณาต่อ เพราะอยู่ในระเบียบวาระ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุบสภาก่อน”นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า วันนั้นมีผู้แสดงความไม่พอใจกับตน ในออนไลน์ก็มีทัวร์ลงเยอะ ที่ตนขอให้เป็นแนวทางคือ วันรุ่งขึ้นมีสมาชิกพรรคประชาชนไปแถลงที่ห้องสื่อมวลชน แถลงข่าวและว่ากล่าววิจารณ์การอภิปรายของตน ตนคิดว่าเป็นวิธีการทำงานที่ประหลาด ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับตนอภิปรายวันนั้น แต่วันรุ่งขึ้นไปพูดว่า ทำไมถึงว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นี่เป็นสภา และก็เป็นเขตของสภา ประธานต้องพิจารณาว่าต่อไปใครล่วงล้ำ ก็ควรจะยอม ชัดเจนว่าทำแบบนั้นไม่ถูกต้อง ตนไม่ทราบว่าสิ่งที่ท่านพูดสมควรหรือไม่.



