จากกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวของสถานีพีบีเอส ว่าการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนนั้น ถือเป็น “การปะทะย่อยที่แยกส่วนออกไป” กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่ง “ไม่ได้รวมอยู่” ในข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายนันทิวัฒน์ สามารถ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกโพสต์วิเคราะห์ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลงเฟซบุ๊ก “Nantiwat Samart” เผยหลังมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำหนด 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่ถึงวัน อิสราเอลกลับโจมตีเลบานอนทันที ส่งผลให้โรงพยาบาลถูกระเบิดและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

โดยนันทิวัฒน์ อธิบายว่า “ไม่อยากหยุดยิง ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอเมริกา อิสราเอลและอิหร่านกำหนด 2 สัปดาห์ ผ่านไปไม่ถึงวัน อิสราเอลก็โจมตีเลบานอนทันที โรงพยาบาลในเลบานอนถูกระเบิด คนเสียชีวิตจำนวนมาก อิหร่านประท้วงทันทีว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ที่ให้รวมเลบานอนอยู่ในความตกลง แต่อิสราเอลและอเมริกาเฉย ยืนยันว่าเลบานอนไม่อยู่ในความตกลง อิหร่านหันมาปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที ไม่สนใจความตกลงที่ให้เปิดฮอร์มุซ”
อย่างไรก็ตาม “ล่าสุดทางการปากีสถาน ซี่งเป็นคนกลางในการเจรจาคร้้งนี้ ออกมายืนยันว่า เลบานอนเป็นส่วนหนึ่งในความตกลงหยุดยิง มันต้องมีฝ่ายหนึ่งโกหก ความจริงมีหนึ่งเดียว สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเลวร้ายลงไปมากกว่าเก่าหรือไม่ ยากที่จะประเมิน แต่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประเทศเล็กๆ ในอ่าวได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจยุโรป เพื่อสู้กับอิหร่าน ประหนี่งหนูอยากสู้กับราชสีห์ แต่ละฝ่ายต่างมีมหาอำนาจหนุนหลัง ไม่อยากให้ฝ่ายหนึ่งแพ้ ซึ่งจะทำให้เสียอิทธิพลในภูมิภาค ใครจะตายก็ช่างมัน”
ขอบคุณข้อมูล : Nantiwat Samart



