สวัสดีค่ะ แฟนๆ “บันเทิงเดลินิวส์” ทุกท่าน วนมาเจอกันทุกสัปดาห์กับ “นูน่าเมี้ยน” นะคะ พบกันผ่านพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวข่าวสารของวงการบันเทิง K-Pop K-Drama เหล่านักแสดง ไอดอลเกาหลีในรอบสัปดาห์มาอัปเดตความเคลื่อนไหวแบบจัดเต็มพิเศษเพื่อทุกคนผ่านคอลัมน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง “SeoulStation” โดยสัปดาห์นี้นูน่าจะพามาพูดถึงประเด็นฮอตของวงการ K-Pop ที่ยังกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกใจให้กับแฟนๆ ทั่วกันเป็นอย่างมาก กับข่าวการโบกมือลาต้นสังกัดที่อยู่มานานกว่า 10 ปีของ  “มาร์ค ลี” (Mark) และ “เตนล์-ชิตพล ลี้ชัยพรกุล” หรือ “เตนล์” (TEN) 2 ศิลปินหนุ่มมากความสามารถจากวงบอยกรุ๊ปสุดฮอตระดับโลกอย่าง “NCT” ที่ได้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลอย่าง “SM Entertainment”

โดยเริ่มต้นจาก “มาร์ค” ที่ค่ายต้นสังกัดได้ออกมาประกาศว่ามาร์คจะสิ้นสุดสัญญาผูกขาดกับค่ายในวันที่ 8 เมษายน 2026พร้อมกับยุติการเป็นสมาชิกวง NCT อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงทุกยูนิตที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ ได้แก่ NCT 127, NCT DREAM และ SuperM โดยผลจะมีผลทันทีในวันสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้หลายคนใจหาย แต่ข้อมูลระบุว่าเป็นการจากกันด้วยดี ซึ่งทางค่ายระบุว่าได้มีการพูดคุยกับมาร์คมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต จนได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะไม่ต่อสัญญา โดยเป็นการจบสัญญาโดยไม่มีข้อพิพาททางกฎหมายใดๆ SM ได้แสดงความขอบคุณมาร์คที่ร่วมเดินทางกันมาตลอด 10 ปี (ตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2016) และยืนยันว่าจะสนับสนุนเส้นทางใหม่ของมาร์คในฐานะศิลปินเดี่ยวต่อไป โดยมาร์คได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวขอบคุณแฟนคลับ และสมาชิกในวง โดยให้เหตุผลว่านี่คือการ “เปิดประตูบานใหม่” และเป็นการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่เขาทั้งตื่นเต้นและประหม่า

ในขณะที่ “เตนล์” ค่ายต้นสังกัดได้ออกมาประกาศว่าสัญญาผูกขาดของเตนล์จะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 เมษายน 2026 เช่นเดียวกัน แต่จะแตกต่างจากกรณีของมาร์คตรงที่ คาดว่าเตนล์จะยังคงเป็นสมาชิกของ NCT และ WayV ต่อไป เนื่องจากในประกาศได้ระบุว่าทาง SM และเตนล์ได้ตกลงร่วมกันที่จะหาโอกาสให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมของวงตามความเหมาะสมในอนาคต (ลักษณะคล้ายกับกรณีของแทมิน SHINee หรือ ดีโอ EXO ที่ย้ายค่ายแต่ยังร่วมงานวงได้) ซึ่งคาดว่าเตนล์ก็คงเตรียมตัวมุ่งเน้นไปที่การเป็น “ศิลปินเดี่ยว” อย่างเต็มตัวมากขึ้นในสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ หลังจากทำงานในระบบค่ายเดิมมานานถึง 10 ปี โดยเตนล์ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมถึง 3 ภาษา (ภาษาไทย ภาษาเกาหลี ภาษาอังกฤษ) โดยระบุว่า SM คือ “บ้าน” ที่เขาเติบโตมา และเขารู้สึกภูมิใจมากที่เป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้เดบิวต์และเติบโตที่นี่ พร้อมเปิดเผยว่าได้พูดคุยกับสมาชิกและทีมงาน SM อย่างเปิดเผยจนได้ข้อสรุปนี้ ซึ่งค่ายเองก็ออกแถลงการณ์ขอบคุณเตนล์ในฐานะศิลปินที่มีความสามารถโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก แม้จะหมดสัญญาผูกขาด แต่ค่ายยืนยันว่าจะยังคงสื่อสารอย่างใกล้ชิดเพื่อประสานงานในกิจกรรมของ WayV และ NCT ในวันข้างหน้าด้วย

ซึ่งต้องบอกเลยว่าในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเพลงร่วมสมัย ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่เคลื่อนที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยพลวัต (พลังการเปลี่ยนแปลง) เท่ากับวงการ “K-POP” อีกแล้ว เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2025-2026 เรากำลังเป็นพยานของเหตุการณ์สำคัญที่เรียกได้ว่าเป็น “The Great Transition” หรือ “การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่” ภาพที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตาแฟนเพลงทั่วโลกคือ ปรากฏการณ์ที่ศิลปินระดับแม่เหล็กผู้เป็นสัญลักษณ์ของค่ายยักษ์ใหญ่มานับทศวรรษ เริ่มทยอยตัดสินใจเดินออกจาก “เซฟโซน” เพื่อแสวงหาเส้นทางใหม่ เปรียบเสมือนใบไม้สีทองที่ร่วงโรยจากต้นไม้ใหญ่ เพื่อเปิดทางให้แสงแดดส่องถึงต้นกล้าชุดใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมาแทนที่

หากจะกล่าวถึงกรณีศึกษาที่สั่นสะเทือนวงการที่สุดในช่วงต้นปี 2026 คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจของ “มาร์ค” และ “เตนล์” แห่ง NCT ทั้งคู่เปรียบเสมือน “เสาหลัก” ของระบบนิเวศ SM Entertainment มาอย่างยาวนาน การเดินทางของพวกเขาสะท้อนภาพรวมของศิลปินยุค 3rd และ 4th Generation ได้อย่างดีเยี่ยม

“มาร์ค” กับการยุติบทบาท “ไอดอลขยัน” การตัดสินใจไม่ต่อสัญญาของมาร์คถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัย เขาคือศิลปินที่ทำงานหนักที่สุดในระบบ NCT โดยควบตำแหน่งในทุกยูนิตหลัก การที่เขาเลือกโบกมือลาค่ายเพื่อไปเป็นศิลปินอิสระ สะท้อนให้เห็นว่า “ชื่อเสียงและเม็ดเงิน” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป แต่คือการโหยหา “อิสระทางตัวตน” (Identity Autonomy) หลังจากที่ต้องสวมหัวโขนหลายใบมาตลอด 10 ปี ส่วนทางด้าน “เตนล์” กับโมเดล “Hybrid Artist” ในขณะที่เตนล์เลือกทางสายกลาง คือการออกจากค่ายเดิมแต่ยังคงพันธสัญญาในนามวงไว้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของสัญญาศิลปินที่ยืดหยุ่นขึ้น ศิลปินรุ่นนี้ตระหนักดีว่าพวกเขามี “มูลค่าแบรนด์บุคคล” (Personal Brand Value) ที่สูงพอจะบริหารจัดการเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเบ็ดเสร็จของค่ายยักษ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว

รวมถึงเรื่องราว “การแยกตัวอย่างเป็นอิสระ” ของสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกอย่าง “BLACKPINK” ที่สมาชิกทั้ง 4 คน ไม่ได้ต่อสัญญาเดี่ยว กับค่าย “YG Entertainment” มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 แต่ออกไปบริหารจัดการงานส่วนตัวผ่านค่ายของตัวเองหรือค่ายใหม่ เริ่มต้นที่ “เจนนี่” (Jennie) ก่อตั้งค่าย OA (ODD ATELIER) ต่อด้วย “ลิซ่า” (Lisa) ก่อตั้งค่าย LLOUD และเซ็นสัญญากับ RCA Records (ภายใต้ Sony Music) สำหรับงานสากล ส่วนด้าน “จีซู” (Jisoo) ก่อตั้งค่าย BLISSOO ภายใต้การดูแลร่วมกับพี่ชาย และปิดท้ายที่ “โรเซ่” (Rosé) เซ็นสัญญากับค่าย THE BLACK LABEL (ค่ายในเครือที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ YG) แม้สัญญาเดี่ยวจะแยกย้ายกันไป แต่สมาชิกทั้ง 4 คนได้ เซ็นสัญญาต่อในนามวง BLACKPINK กับ YG Entertainment ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 ซึ่งสัญญานี้มีลักษณะเป็นรอบวงจรเพื่อทำกิจกรรมกลุ่ม 

สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าปัจจัยที่ทำให้ศิลปิน K-POP ทยอยลาค่ายเก่าในช่วงหลังๆ นี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่มีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น เริ่มต้นที่ “Creative Ceiling” (เพดานทางความคิด) ระบบค่ายเพลงใหญ่มักมีสูตรสำเร็จในการผลิตผลงาน เมื่อศิลปินเติบโตขึ้นจนถึงจุดที่มีวุฒิภาวะทางดนตรี พวกเขามักจะชนเพดานที่ค่ายวางไว้ การออกไปตั้งค่ายเองหรือย้ายไปค่ายเล็กที่เน้นคุณภาพงานเฉพาะทาง จึงเป็นทางออกในการสร้างสรรค์ผลงานที่ “จริงใจ” ต่อตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี “The Rise of Personal Labels” หรือ “เทรนด์การก่อตั้งบริษัทดูแลตัวเอง” (One-man Agency) กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ศิลปินต้องการมีอำนาจในการตัดสินใจรับงาน ทั้งงานแฟชั่นระดับโลก งานแสดง หรือคอนเสิร์ตเดี่ยว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อนของค่ายใหญ่ ซึ่งมักจะล่าช้าและไม่ทันต่อกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที รวมถึง “Institutional Fatigue” (ความเหนื่อยล้าจากระบบ) ซึ่งระบบการฝึกฝนและทำงานแบบไอดอลที่เข้มงวดส่งผลต่อสุขภาพจิตและกายในระยะยาว เมื่อถึงช่วงอายุ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ศิลปินหลายคนเลือกที่จะลดทอนขนาดของงานลง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยกำไรและหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถมอบให้ได้

ในขณะที่ต้นไม้ใหญ่อย่าง SM, JYP, YG และ HYBE กำลังเสียใบไม้ใบเดิมไป แต่ในทางกลับกัน พื้นที่ว่างที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นโอกาสทองของ “ต้นกล้า” หรือ “ศิลปินกลุ่มหน้าใหม่” (5th Generation) ที่กำลังถูกจับตามองการผลัดใบครั้งนี้ทำให้ค่ายเพลงปรับยุทธศาสตร์จากการ “พึ่งพาตัวบุคคล” ไปสู่การ “พึ่งพาระบบและคอนเซปต์” มากขึ้น วงรุ่นน้องอย่าง RIIZE, TWS, BABYMONSTER หรือยูนิตใหม่อย่าง NCT WISH กำลังได้รับทรัพยากร ทั้งงบประมาณและทีมโปรดิวเซอร์ที่เคยใช้ดูแลรุ่นพี่ นำมาทุ่มเทให้พวกเขาอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ที่จะขึ้นมาทดแทนรุ่นเดิม ต้นกล้าเหล่านี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI, Virtual Reality และการทำตลาดแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างฐานแฟนคลับได้อย่างรวดเร็ว แม้จะไม่มีพี่ใหญ่คอยประคองอยู่ในค่ายเดิมก็ตาม

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ “K-POP ผลัดใบ” ในช่วงปีหลังมานี้ ก็สามารถส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมในระยะยาวอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ “การกระจายตัวของอำนาจ” อำนาจการต่อรองจะไม่กระจุกตัวอยู่ที่ค่ายใหญ่อีกต่อไป ค่ายเล็กและกลางจะมีโอกาสเติบโตจากการเซ็นสัญญากับศิลปินเบอร์ใหญ่ที่หมดสัญญา ทำให้เกิดความหลากหลายในอุตสาหกรรมเพลง “มาตรฐานสัญญาที่เป็นธรรม” การแข่งขันเพื่อดึงตัวศิลปินจะทำให้เงื่อนไขสัญญาในอนาคตมีความเป็นธรรมและเอื้อต่อสุขภาพจิตของศิลปินมากขึ้น และ “วัฒนธรรมการเสพผลงานที่กว้างขึ้น” แฟนคลับจะไม่ได้ยึดติดกับตัวค่าย แต่จะหันมาสนับสนุนที่ตัวศิลปินและผลงานมากขึ้น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนวงการศิลปะที่ยั่งยืนกว่า

การโบกมือลาของมาร์ค, เตนล์, BLACKPINK หรือแม้กระทั่งศิลปินระดับไอคอนคนอื่นๆ ในช่วงปีหลังที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่สัญญาณของความถดถอยหรือจุดสิ้นสุดของยุคสมัย แต่มันคือ “วัฏจักรแห่งการเติบโต” ที่พิสูจน์ว่าอุตสาหกรรม K-Pop ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียง “โรงงานผลิตไอดอล” สู่การเป็น “สถาบันทางศิลปะ” ที่ยั่งยืน เหล่าค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่ เปรียบเสมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก แม้ในวันที่ใบไม้ที่สวยที่สุดเลือกที่จะปลิวไปตามทิศทางลมของตนเอง แต่นั่นกลับเปิดโอกาสให้แสงแดดได้ส่องลงมาถึง “ต้นกล้าใหม่” ที่อยู่เบื้องล่าง เหล่ารุ่นน้องอย่าง RIIZE, BABYMONSTER หรือ NCT WISH จึงมีพื้นที่ในการสังเคราะห์แสงและเติบโตขึ้นมาสร้างร่มเงาในแบบฉบับของตัวเองต่อไป

สำหรับศิลปินที่ก้าวออกไป การโบกมือลาไม่ใช่การหันหลังให้ความทรงจำ แต่คือการนำประสบการณ์ตลอด 10 ปีไปเป็นปุ๋ยชั้นดีในการสร้าง “อาณาจักรส่วนตัว” พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงใบไม้ที่หลุดจากขั้ว แต่คือเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะงอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นใหม่ที่อิสระและชัดเจนในตัวตนยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้ป่าดนตรีแห่งนี้มีความหลากหลายและงดงามมากกว่าที่เคยเป็นมา พวกเราในฐานะ “แฟนคลับ” และ “ผู้สังเกตการณ์” ที่ร่วมเดินทางกันมาอย่างยาวนาน หน้าที่สำคัญที่สุดของเราในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ คือการเป็น “ผู้ดูแลสวน” ที่พร้อมจะรดน้ำด้วย “ความรัก ความเข้าใจ” และพร้อมที่ “สนับสนุน” ทุกก้าวการตัดสินใจของพวกเรา เพราะไม่ว่าใบไม้เหล่านั้นจะปลิวไปตกที่ใด หรือต้นกล้าใหม่จะผลิใบออกมาเป็นสีอะไร “สุดท้ายแล้ว ‘การเปลี่ยนแปลง’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ K-Pop ยังคงมีชีวิต และยังคงเป็นจิตวิญญาณของดนตรีระดับโลกที่พร้อมจะเบ่งบานอย่างสง่างามในทุกพื้นที่ของความฝันตลอดไป”


คอลัมน์ “SeoulStation”
โดย “นูน่าเมี้ยน”