เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรมพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ยังคงเป็นโครงการที่ถูกจับตามอง หลังใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่า 10 ปี โดยยังไม่แล้วเสร็จ แม้จะมีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นกว่า 39 ล้านบาท จนปัจจุบันสะสมเกือบ 400 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 โดยจังหวัดตรัง ใช้งบประมาณกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จำนวน 39,246,000 บาท แต่ไม่สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จได้ ก่อนจะมีการโอนทรัพย์สินให้เทศบาลนครตรังดำเนินการต่อ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 เทศบาลนครตรังได้จัดจ้างผู้รับเหมาผ่านระบบ E-bidding วงเงิน 61,833,900 บาท เพื่อดำเนินงานก่อสร้างในส่วนของโครงสร้าง ผนัง พื้น หลังคา รวมถึงระบบไฟฟ้าและสุขาภิบาล อย่างไรก็ตาม โครงการต้องหยุดชะงักจากปัญหาการทิ้งงานส่งผลให้อาคารถูกปล่อยร้างเป็นเวลาหลายปี
กระทั่งปี พ.ศ. 2568 เทศบาลนครตรังได้ว่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบปรับปรุงอาคาร วงเงิน 3,500,000 บาท ก่อนเปิดประมูลก่อสร้างอีกครั้ง โดยมีเอกชนเพียงรายเดียวเข้ายื่นเสนอราคา และได้รับงานก่อสร้างต่อในวงเงิน 287,500,000 บาท ลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 720 วัน และตั้งเป้าแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานภายในปี 2570

ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการ พร้อมจัดกิจกรรม “Watch & Voice” นำเยาวชนระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในพื้นที่กว่า 30 คน เข้าศึกษาและเฝ้าระวังโครงการที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต โดยมีเจ้าหน้าที่เทศบาลและตัวแทนผู้รับจ้างร่วมให้ข้อมูล
นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต กล่าวว่า ที่ผ่าน ป.ป.ช.ตรัง เฝ้าติดตามโครงการดังกล่าวมาโดยตลอด “ซึ่งโครงการหอศิลป์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ยังเป็นโครงการปักหมุดของ ป.ป.ช. ที่จะต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงในการทุจริต” ส่วนกิจกรรม WATCH&VOICE ของสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำ จ.ตรัง ซึ่งได้นำเด็กเยาวชนมาจับตามองและแจ้งเบาะแสโครงการที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต รวมทั้งบูรณาการร่วมกันกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาให้นักเรียนนักศึกษาได้มาเรียนรู้สถานที่จริง หรือ Active Learning ทำให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังโครงการที่ก่อสร้างของหน่วยงานรัฐอย่างไรบ้าง รวมทั้งเยาวชนได้สะท้อนปัญหา และตั้งคำถามอย่างมากมายกับทางเทศบาลนครตรัง ว่าจะบริหารสัญญาโครงการนี้ให้แล้วเสร็จเมื่อไร
สิ่งสำคัญในการป้องกันการทุจริตในวันนี้ คือการให้ความรู้ ให้จิตสำนึก กับเด็กและเยาวชน ทาง ป.ป.ช. มีหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาขึ้นมา โดยทาง ครม. เห็นชอบในหลักสูตรต่างๆ ทั้งระดับชั้นประถมวัย ชั้นประถม ชั้นมัธยม และชั้นอุดมศึกษา โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ทุกโรงเรียนได้เปิดสอนวิชาต่างๆ ขึ้นมา ในหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ทาง ป.ป.ช. ก็พร้อมให้การสนับสนุน คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ในการเรียนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยเฉพะรายวิชา “แยกแยะประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม”, “รายวิชาพลเมือง”, “รายวิชาการไม่ทนต่อการทุจริต”

“โดยพยายามที่จะให้เยาวชนได้เรียนรู้แบบ Active Learning ไปเรียนรู้ในสถานที่จริง สัมผัสความจริง การโครงการกับผลงานต่างๆ ที่ส่วนราชการ ข้าราชการ นักการเมืองที่ทำทิ้ง ทำไม่สำเร็จ หรือทำให้เกิดความเสียหาย จนทำให้เยาวชนต้องสูญเสียโอกาสในการได้เข้าใช้ทรัพย์สินหรือประโยชน์สาธารณะต่างๆ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หอศิลป์ ซึ่งขาดโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์ทรัพย์สินเหล่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างเพื่อให้เยาวชนได้เข้าไปใช้และมีส่วนร่วม และการเรียนรู้สถานที่จริง จะได้สัมผัสถึงความรู้สึกหวงแหนต่อผลประโยชน์ส่วนรวม และสนใจในประโยชน์สาธารณะยิ่งขึ้น” นายยุทธนา กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายชัยวุฒิ สวัสดิรักษ์ ประธานชมรมตรังต้านโกง กล่าวว่า การที่เยาวชนได้มาศึกษาสถานที่จริงของโครงการหอศิลป์พระยารัษฎานุประดิษฐ์แห่งนี้ ที่ใช้เงินงบประมาณของรัฐเป็นจำนวนมาก ว่าจะมีความคุ้มค่า หรือใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ ซึ่งทิ้งร้าง ค้างคา มาร่วม 10 กว่าปี โดยการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้ได้มีการก่อสร้างอยู่โดยผู้รับเหมารายใหม่ ซึ่งการที่เยาวชนได้มาศึกษา จะได้ช่วยเป็นหูเป็นตา เฝ้าระวังโครงการต่างๆ เพื่อจะได้พัฒนาประเทศของเราต่อไป

ขณะที่ นายคณาพงษ์ จันดี อายุ 17 ปี นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสภาราชินี กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกิจกรรม เพื่อมาดูสภาพอาคารแห่งนี้ เมื่อมาเห็นรู้สึกท้อแท้ใจ เสียใจ ที่ก่อสร้างมาหลายปีแล้ว แต่ยังสร้างไม่เสร็จ และตั้งคำถามว่าทำไมต้องจ่ายงบประมาณหลายครั้ง ทำไมไม่สร้างครั้งเดียวให้แล้วเสร็จ เท่าที่เห็นเป็นโครงการของอาคารซึ่งเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องสร้างต่อไปอีก ซึ่งอาจจะต้องมีการต่อสัญญาไปเรื่อยๆ หรือว่าจะเสร็จทันตามเวลาหรือไม่ ตามที่ตนและเพื่อนๆ คาดหวังว่าจะให้เสร็จทันเวลาไว้หรือไม่ ซึ่งอยากให้เสร็จทันตามสัญญา ต่อไปก็ต้องขึ้น ม.6 ซึ่งก็ต้องไปเรียนที่อื่น ก็อาจจะไม่ทันได้ใช้ ทำให้เสียโอกาสหลายๆ อย่าง ด้วยงบประมาณมาลงกับโครงการนี้เยอะ
ทั้งนี้ ประเด็นที่ยังคงน่ากังวล คือแม้หากโครงการจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จตามกรอบเวลา แต่ยังมีคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้งานจริง รวมถึงศักยภาพของเทศบาลนครตรังในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ ทั้งในด้านงบประมาณ การดูแลรักษา และการวางแผนกิจกรรมรองรับในอนาคต
ขณะเดียวกัน ข้อมูลยังระบุว่า ในพื้นที่จังหวัดตรัง ยังมีโครงการที่ถูกทิ้งร้างมากกว่า 23 โครงการ รวมวงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการติดตาม ตรวจสอบ และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารโครงการภาครัฐอย่างจริงจังต่อไป



