หลังจาก “เดลีโฟกัส” เปิดประเด็นพร้อมตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ โดยมี “กลุ่มนายทุน” ชักใยอยู่เบื้องหลัง วางแผนแยบยลหวังทำลายผืนป่าให้สิ้นสภาพเร่งพัฒนาที่ดินให้เพิ่มมูลค่า เพราะใกล้โครงการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ จนทำให้หน่วยพยัคฆ์ไพร-ตำรวจ ปทส. ระดมกำลังลงพื้นที่ลุยเก็บหลักฐานไม้ซุง-ตอไม้ ยังพบท่อนซุงซุกอยู่บนเขาอีกนับพันท่อน ล่าสุดรองอธิบดีกรมป่าไม้ หอบหลักฐาน เข้าแจ้งความที่ตำรวจสอบสวนกลาง ขยายผลเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเชื่อทำเป็นขบวนการใหญ่
กรมป่าไม้แจ้งจับ “มอดไม้-จนท.รัฐ” รุกป่าเขาปากเตรียม แฉออก น.ส.3 ก. มิชอบ เสียหายพุ่ง 200 ล้าน
“พยัคฆ์ไพร” แจ้งจับขบวนการรุกป่าเขาปากเตรียม ยึดไม้หวงห้ามค่า 50 ล้าน
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ทีมข่าวเฉพาะกิจรายงานว่า ภายหลัง พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ และนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. เพื่อส่งมอบพยานหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดีกรณีการตรวจยึดไม้ท่อนจำนวนกว่า 450-500 ท่อน รวมประมาณ 490 ลูกบาศก์เมตร ในเขตป่าเขาปากเตรียม-อ่าวจาก อ.สุขสำราญ จ.ระนอง พร้อมขยายผลตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ จำนวน 105 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่กำชับให้กรมป่าไม้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษต่อกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ข้อหาครอบครองไม้หวงห้ามที่ยังไม่ได้แปรรูป โดยการนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการสอบสวนครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่อ้างสิทธิในที่ดินนำเอกสาร น.ส.3 ก. มาแสดงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง หากพบว่ามีการออกเอกสารโดยมิชอบหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยหลังจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็จะเข้าแจ้งความเพิ่มเติมเพื่อบูรณาการการสืบสวนขยายผลให้ถึง “ตัวการใหญ่”

ด้าน นายนิพนธ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการส่งเรื่อง “ขอเพิกถอน” เอกสารสิทธิแล้วจำนวน 21 แปลงแรก และจะขยายผลให้ครบทั้ง 105 แปลงที่เหลือ โดยมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการบุกรุกและตัดไม้ในครั้งนี้ประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จะดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายควบคู่ไปกับคดีอาญา เพื่อนำผืนป่าที่เป็นสมบัติของชาติกลับคืนมาเป็นของประชาชนโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เปิดเผยว่า จากที่ได้มีโอกาสร่วมลงพื้นที่นำตรวจ ปทส. ร่วมกับชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ตรวจสอบสภาพจริง พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าดงดิบสมบูรณ์ มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ตะเคียนอายุกว่า 100 ปี แต่กลับมีการออกเอกสาร น.ส.3 ก. ในช่วงปี 2532–2553 และมีการบุกรุกทำลายป่าไปกว่า 2,000 ไร่ จากการประเมินเชื่อว่ามี “กลุ่มผู้มีอิทธิพล” ทำงานร่วมกับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ในการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เตรียมทำหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมด พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ว่าจะต้องรับโทษตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น

พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการทำคดีนี้ว่า จะแบ่งความผิดออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ความผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิซึ่งเข้าข่ายความผิดของเจ้าพนักงาน รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ที่ดิน และ 2.ความผิดของภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จะตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง บก.ปปป. และ บก.ปทส. เพื่อระดมบุคลากรและเครื่องมือที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เข้ามาจัดการคดีที่มีความซับซ้อนนี้ให้รวดเร็วและรอบคอบกว่าการดำเนินการในระดับพื้นที่

ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจส่วนกลางที่รายงานเพิ่มเติม ว่าส่วนความเคลื่อนไหวในพื้นที่ พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบสวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่า อาจจะเป็นสถานที่ซุกซ่อนไม้ซุงที่ขนย้ายลงจากเขาปากเตรียม ก่อนคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติจะลงพื้นที่ โดยพบว่าสวนปาล์มดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ จึงต้องใช้อากาศยานไร้คนขับ บินเข้าไปตรวจสอบบันทึกพื้นที่ เพื่อค้นหาไม้ซุงต้องสงสัย

ขณะเดียวกัน ได้มีการประสานไปยัง สภ.สุขสำราญ เพื่อคัดสำเนารวบรวมคดีที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เขาปากเตรียม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในห้วงปี 65 จนถึงปัจจุบัน เช่น คดีบุกรุก ข่มขู่ เพื่อให้ชุดสืบสวนออกติดตามพยาน ซึ่งปรากฏชื่อเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เชิญตัวมาให้ปากคำกับคณะพนักงานสอบสวน บก.ปทส. รวมทั้งติดตามพยานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวนได้ติดตามพยาน ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรังวัดเอกชนรายหนึ่งในพื้นที่ จ.ระนอง ที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอกชน 2 ราย ให้เข้าทำการรังวัดที่ดิน ตามเอกสาร นส.3 ก. จำนวน 21 แปลง เป็นเงิน 2 ล้าน ซึ่งพยาน อ้างว่าใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน จึงแล้วเสร็จ โดยในการรังวัดมีผู้ถือครองหนึ่งบริษัทจำนวน 13 แปลง เนื้อที่ 384 ไร่ ส่วนอีกบริษัทถือครอง 8 แปลง เนื้อที่ 276 ไร่ และมีที่ดินส่วนเกินนอกเขตแปลงอีกจำนวน 717 ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 1,379 ไร่ ก่อนส่งมอบให้กับบริษัทแต่ปรากฏว่าภายหลังบริษัทบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเงิน อ้างว่าระวางนั้นไม่ถูกต้อง และไม่สามารถนำไปใช้งานได้ จึงได้ปฏิเสธการจ่ายเงินค่าจ้าง ต่อมาพยานได้ฟ้องคดีเพ่ง ที่ศาลจังหวัดระนอง และพยานแพ้คดีในศาลชั้นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์.



