สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองคาร์คิฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีคำสั่งหยุดยิงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ยื่นข้อเสนอดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติตาม
ทำเนียบเครมลินระบุว่า การหยุดยิงในยูเครนมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 32 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของรัสเซีย ในวันที่ 11 เม.ย. (20.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) และสิ้นสุดในวันนี้ (12 เม.ย.)
Easter Truce Between Russia, Ukraine Faltershttps://t.co/AK3LcAjOoP
— Channels Television (@channelstv) April 11, 2026
อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนระบุในโพสต์บนเฟซบุ๊ก ช่วงกลางคืนของวันเสาร์ว่า มีการละเมิดหยุดยิง 469 ครั้ง ได้แก่ การโจมตีของฝ่ายศัตรู 22 ครั้ง การยิงปืนใหญ่ 153 ครั้ง การโจมตีด้วยโดรน 19 ครั้ง และการโจมตีด้วยโดรนเอฟพีวี 275 ครั้ง
โดยรวมแล้ว กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียทำการโจมตีทางอากาศ 57 ครั้ง และทิ้งระเบิดนำวิถี 182 ลูก พร้อมทั้งส่งโดรน 3,928 ลำ และยิงปืนใหญ่ 2,454 ครั้ง ในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ และตำแหน่งของกองกำลังยูเครน
ขณะเดียวกัน นายอเล็กซานเดอร์ คินสไตน์ ผู้ว่าการแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน กล่าวหาว่า รัฐบาลเคียฟละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จากการใช้โดรนโจมตีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองลโกฟ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงเด็กทารก
ทั้งนี้ เซเลนสกีกล่าวในแถลงการณ์ช่วงเย็นของวันเสาร์ เรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ยาวนานขึ้น พร้อมกับเสริมว่า ยูเครนยื่นข้อเสนอนี้ต่อรัสเซียแล้ว และหากรัสเซียเลือกสงครามแทนสันติภาพอีกครั้ง สิ่งนี้จะแสดงให้โลกและสหรัฐเห็นว่า ใครต้องการอะไรกันแน่.
เครดิตภาพ : REUTERS



