1.วิกฤติโลกเดือด ปีนี้นักวิทยา ศาสตร์ที่ติดตามอุณหภูมิของโลกออกมาเปิดเผยแล้วว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเรียบร้อยแล้ว เป็นจุดที่เราไม่สามารถหันหลังกลับได้ หายนะจะถล่มใส่เราทันที ไม่ต้องรอถึงปี 2030

2.วิกฤติ Super El Nino อุณหภูมิกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรสูงขึ้นเกิน 2 องศาแล้ว กำลังสะสมพลังงาน เตรียมสร้างหายนะด้วยภัยพิบัติครั้งใหญ่ ฤดูผิดเพี้ยน แห้งแล้งสุดขั้ว ไฟป่า ลมพายุ ระเบิดฝน น้ำท่วมเมืองฉับพลัน

3.วิกฤติสงคราม ที่เพิ่มคาร์บอนจำนวนมากสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว ผู้คนเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง การเพาะปลูกจะลำบาก สร้างความไม่มั่นคงทางอาหาร และสังคมจะมีปัญหาวุ่นวาย ตามภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง

ในปีวิกฤติซ้อนวิกฤตินี้ น้ำจะเป็นภัยคุกคามของโลก และเราจะลำบากจาก (1.) ความผันผวนของน้ำสูงสุด ทั้งเกินและขาดสุดคาดเดา (2.) คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง มีสารเคมีเข้มข้นขึ้น และไมโครพลาสติกปนเปื้อนหนัก (3.) ความแห้งแล้งสุดขั้ว จะมาเยือนทั่วโลก จะขาดน้ำอย่างรุนแรงจะมีการแย่งชิงทรัพยากรน้ำที่มีจำกัด (4.) AI จะเป็นตัวแปรใหม่อีกคนที่มาแย่งน้ำจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการใช้งานในบ้านเรือน (5.) ระบบชลประทานทั้งระบบปั่นป่วน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กระทบผลผลิตการเกษตร ทำลายความมั่นคงทางอาหาร (6.) บรรจุภัณฑ์น้ำขาดแคลน ผู้คนที่พึ่งพาน้ำและเครื่องดื่มจากขวดและกระป๋องจะลำบาก (7.) ในพื้นที่สงคราม แหล่งผลิตน้ำจืดจะถูกทำลาย ผู้คนจะขาดน้ำ และระบบสุขาภิบาลล้มเหลว (8.) ระบบนิเวศใต้น้ำจะแปรปรวน เหล่าสัตว์น้ำยังไม่คุ้นเคยกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูง สภาพกรดด่างเปลี่ยนไป ปะการังฟอกขาว อาหารและที่หลบภัยของฝูงปลาจะลดลง การประมงแบบเดิมจะหาปลายากขึ้น น้ำทะเลจะมีระดับสูงขึ้นจากน้ำแข็งละลาย เมืองชายฝั่งทะเลจะเกิดน้ำท่วม อาหารทะเลจะขาดแคลน

เล่นน้ำสงกรานต์กันแล้ว กลับมาคิดทบทวนเรื่องความสำคัญของน้ำตาม SDG 6 เพื่อให้เรามีน้ำกินน้ำใช้อย่างยั่งยืน.