ในวันที่โลกไม่สงบ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจขยายวงกว้าง  เกิดสงครามการค้า แบะสงครามจริงๆ ขึ้นทั่วทุกมุมโลก  จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้า เศรษฐกิจไทย  ทำให้ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายหาทางออก ด้วยการเร่งเสาะหาตลาดการค้าใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการค้ากับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ หรือจีน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2-9 เม.ย.69 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำโดยอธิบดี สุนันทา กังวานกุลกิจ ได้เร่งเดินหน้านโยบายอย่างเป็นรูปธรรม นำทัพข้าราชการ และ 14 บริษัทธุรกิจชั้นนำด้านซอฟท์แวร์ไทย บินข้ามทวีปไปเยือนประเทศเคนยา และโมร็อกโก มีเป้าหมายเพื่อบุกตลาดแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ไทยยังทำการค้าด้วยไม่มากนัก

เพราะวันนี้ ทวัปแอฟริกากำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จากภาพของดินแดนที่เคยถูกมองว่ายากจน เต็มไปด้วยความขัดแย้ง กำลังถูกแทนที่ด้วยความเจริญ นักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด จนมีคำกล่าว Africa Rising หรือ”การผงาดขึ้นของทวีปแอฟริกา”

อธิบดีสุนันทา ฉายภาพให้เห็นว่า แอฟริกากำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจของโลก” ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดอันดับต้น ๆ ของโลก ประชากรวัยแรงงานมากสุดในทุกทวีป และกำลังซื้อที่มหาศาลที่ตามมา ประกอบกับ แอฟริกายังก้าวกระโดดด้านเทคโนโลยีอย่างน่าทึ่ง อย่างโครงการซิลิคอน สะวันนา หรือการจัดตั้งเอฟทีเอ เขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา  ทำให้แอฟริกากลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน

กรมส่งเสริมการค้าฯ ได้ปักหมุด 2 ชัยภูมิสำคัญ เริ่มต้นจากกรุงไนโรบี เคนยา ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูการค้าฝั่งแอฟริกาตะวันออก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเคนยากำลังเปิดกว้างรับการค้า การลงทุนจากต่างชาติเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการรับเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการซอฟท์แวร์ไทย เข้าไปเจาะตลาดได้อย่างจริงจัง

“วันนี้ผู้ประกอบการซอฟท์แวร์ไทย มีศักยภาพสูงมาก ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นเบื้องหลังแอปพลิเคชันระดับโลก แต่ วันนี้ กรมฯ ตั้งใจจะพาจากคนเบื้องหลังออกมาอยู่เบื้องหน้าบ้าง  โดยใช้จุดเด่นความน่าเชื่อถือ ราคาไม่สูงเกินไป และมีความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้ดีมาเป็นจุดขาย” อธิบดีกรมส่งเสริมฯ กล่าว

สำหรับ 14 บริษัทด้านซอฟท์แวร์ที่ร่วมเดินทางบุกแอฟริกาครั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีการเกษตร ไซเบอร์ เทคโนโลยีการเงิน และการแพทย์ ซึ่งมีบริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จํากัด (มหาชน) ผู้ดูแลระบบตรวจคนเข้าเมืองสนามบินระดับโลก บริษัท โกลบอลเทคโนโลยี อินทิเกรเทด จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ออกมาแสดงศักยภาพบนเวทีโลก เป็นต้น

ผลการเจรจาการค้าเป็นไปอย่างเข้มข้น ได้มีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีนักธุรกิจเคนยาเข้าร่วม 73 ราย สร้างมูลค่าเจรจาจับคู่ธุรกิจกว่า 165 ล้านบาท โดยฝั่งเคนยาได้สนใจเป็นพิเศษใน 3 กลุ่ม คือ ซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรม ซอฟต์แวร์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ และซอฟต์แวร์จัดการขยะอัจฉริยะ นอกจากนั้น ยังได้มีโอกาสนำ 14 ผู้บริหารซอฟท์แวร์ไทย เดินทางไปเยี่ยมชม คอนซ่า เทคโนโพลิส เมืองอัจฉริยะที่ถูกขนานนามว่า ซิลิคอน วัลเลย์ แห่งแอฟริกา เพื่อเปิดให้ธุรกิจไทยได้นำเสนอซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาเมืองแห่งอนาคตนี้ด้วย

ในโอกาสนี้ กรมส่งเสริมการค้าฯ ยังได้ถือโอกาสสำรวจลู่ทางส่งออกสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากซอฟท์แวร์ ในเคนยา ซึ่งมีโอกาสเปิดกว้างอีกมากสำหรับสินค้าไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเกษตรที่เคนยาต้องการเมล็ดพันธุ์และเครื่องจักรกล ซึ่งเครื่องจักรไทยมีชื่อเสียงด้านความทนทานและราคาจับต้องได้ รวมถึงวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสไทย เช่น น้ำปลา ซอสต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การขยายตัวของร้านอาหารไทยในทวีปแอฟริกา  

จบจากภารกิจเยือนเคนยา กรมส่งเสริมการค้าฯ ได้นำคณะเดินทางต่อไปยัง เมืองมาร์ราเกซ ประเทศโมร็อกโก ประตูการค้าของแอฟริกาเหนือ ซึ่งวันนี้ไม่ใช่แค่ดินแดนแห่งเทพนิยายอาหรับอีกต่อไป  โมร็อกโกกำลังก้าวสู่การเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ของทวีป ด้วยการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ เพื่อดึงดูดการลงทุน และกิจกรรมระดับโลกเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ศึกฟุตบอลแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ที่เพิ่งจบ หรืองานเทคโนโลยี จีเทค แอฟริกา 2026 และที่สำคัญการเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก 2030 ในอีก 4 ปีข้างหน้า ร่วมกับสเปน และโปรตุเกส

จากแผนงานทั้งหมด ส่งผลให้อีก 4-5 ปีข้างหน้า โมร็อกโกจะมีการลงทุนเมกะโปรเจ็คท์อีกมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์ลอดช่องแคบยิบรอลตาร์เชื่อมกับสเปน การสร้างรถไฟความเร็วสูงจากตอนเหนือ เริ่มจากเมืองแทนเจียร์ ลงมาถึงมาร์ราเกซ และต่อไปจบที่ทะเลทรายซาฮารา ไม่นับรวมก่อนหน้าที่ ลงทุนสร้างสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง นูร์ โซลาร์ พาวเวอร์ คอมเพล็กซ์ 

ดังนั้น โมร็อกโกจึงจะกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจของทวีปแอฟริกาอย่างแท้จริง

สำหรับการเยือนโมร็อกโกครั้งนี้ กรมฯ ได้นำ 14 บริษัท เข้าร่วมงาน จีเทค แอฟริกา 2026  ซึ่งเป็นงานเทคโนโลยีใหญ่สุดของทวีป และมีบริษัทเทคชั้นนำของโลกเข้าร่วมมากมาย พร้อมกับได้จัดตั้ง ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ ชาวต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะบริการเกี่ยวกับระบบบริหารทรัพยากรองค์กรสำหรับงานก่อสร้าง ความมั่นคงทางไซเบอร์ และเทคโนโลยีประกันภัย ที่ได้รับความสนใจจากชาวโมร็อกโกมาเป็นพิเศษ ซึ่งคาดว่าตลอดทั้งงาน จะสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การเข้าร่วม จีเทค แอฟริกาแล้ว กรมส่เงสริมการค้าฯ ยังได้สำรวจลู่ทางการค้าใหม่ ๆ ในห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ และห้างท้องถิ่น อาชิเบสท์ ซึ่งพบว่าปัจจุบันยังมีสินค้าไทยไม่มาก มีเฉพาะ กะทิกระป๋อง เครื่องปรุงรส แต่มองว่าในอนาคตยังมีโอกาสเติบโตได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูป และเครื่องปรุงไทย กรมฯ จึงพร้อมสนับสนุนสินค้าเหล่านี้เข้ามาเปิดตลาดมากขึ้น พร้อมทั้งยังผลักดันร้านอาหารไทยในแดนโมร็อกโก มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แก่ 2 ร้านอาหาร เลอ เปอตีต์ ไทย และ อีท มี เคช เพื่อยกมาตรฐานอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

นอกจากสินค้าอาหารแล้ว ยังพบว่าไทยก็มีโอกาสในการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์เข้ามาในโมร็อกโกมากขึ้นเช่นกัน เพราะขณะนี้รัฐบาลโมร็อกโกตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศให้ได้ 2 ล้านคันต่อปี อีกทั้งไทยเองยังสามารถใช้โมร็อกโก เป็นสปริงบอร์ดส่งออกสินค้าอื่น ไปยังคู่ค้าชาติมหาอำนาจได้อีกด้วย เพราะโมร็อกโก ถือเป็นประเทศที่มีความ “เฟรนด์ลี” มีการทำเอฟทีเอมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งกับกลุ่มชาติในแอฟริกา เอฟทีเอกับสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศนอร์ดิก  

ภาพรวมการเดินทางไปเยือนเคนยา และโมร็อกโก เพื่อเปิดตลาดซอฟท์แวร์ รวมถึงมองหาลู่ทางการส่งออกสินค้าอื่นๆ ไปแอฟริกา นับว่าประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ก็มีการบ้านรอให้กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล ในนามทีมไทยแลนด์ ร่วมไม้ร่วมมือ ช่วยกันทำอีกไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างจีนที่วันนี้ไปไกลแล้ว มีการเข้ามาลงทุน ค้าขายกับแอฟฟริกาอย่างก่อนหน้านับสิบปี หรือหากเทียบกับอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม ก็มีการส่งสินค้าเข้ามาขายมากกว่าสินค้าไทยเช่นกัน

ดังนั้น หลังจากนี้ต้องอาศัยการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทุกองคาพยพ ช่วยกันเป็นหัวหอกกรุยทาง นำพาเอกชนเข้าไปลงทุน ทำการค้าอย่างจริงจัง และทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบริการ ความงาม ด้านสุขภาพ หรือการส่งสินค้าเข้าไปขาย เพราะตอนนี้โอกาสเปิดแล้ว แต่ทุกครั้งที่มีการเปิดตลาดใหม่ มักจะยังไม่ชิน หรือมีอุปสรรคตามให้แก้อยู่ ทั้งเรื่องการขนส่งที่มีเที่ยวบินน้อย สายเดินเรือไม่มา ปัญหาการชำระเงิน หรือกฎระเบียบการค้าต่าง   ๆ  เพื่อช่วงชิงพื้นที่ตลาดแห่งอนาคต ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยไม่ควรหยุดไว้เพียงแค่นี้