ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถ หรือที่เรียกง่ายๆว่า ประกาศ Ride Sharing” ได้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 ที่ผ่านมา

โดยสาระสำคัญหลักๆ ก็ คือ ให้แพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับผิดชอบมากขึ้น โดนเฉพาะในเรื่อง ใบขับขี่สาธารณะ และรถที่นำมาให้บริการถูกต้องตามกฎหมายคือ  ต้องจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะให้ถูกต้องตามกฎหมาย  คือ รย.17 และ รย.18 ซึ่งหากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด แพลตฟอร์มจะต้องระงับการรับงาน

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็มีเสียงสะท้อนจาก แพลตฟอร์ม และ ไรเดอร์ถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ซึ่งในเวทีเสวนาหัวข้อ การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย”  มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้นักวิชาการ ตัวแทนผู้ขับขี่ และตัวแทนผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Bolt ประเทศไทย

โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่หลักการของกฎระเบียบ แต่อยู่ที่การทำให้การบังคับใช้สามารถดำเนินการได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่มีการพูดถึงกัน คือ ช่องว่างระหว่างเจตนารมณ์ของกฎระเบียบกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยจากประสบการณ์ของผู้ขับขี่ พบว่ายังคงมีอุปสรรคหลายประการในกระบวนการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนของการจดทะเบียนรถ ค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยรถสาธารณะ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับลิสซิ่งหรือไฟแนนซ์ ข้อจำกัดด้านการจัดหาเอกสาร ตลอดจนระยะเวลาในการตรวจสอบเอกสารและยืนยันตัวตน

อุปสรรคเหล่านี้มีความสำคัญ เนื่องจากบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ได้กลายเป็นแหล่งรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากขึ้นในประเทศไทย งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า ร้อยละ 93 ของผู้ขับขี่ระบุว่าสถานะทางการเงินของครัวเรือนดีขึ้นหลังเข้าร่วมแพลตฟอร์ม  ขณะที่เกือบหนึ่งในสามมีรายได้สูงถึง 40,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ตลาดบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเกิน 16 ล้านคนภายในปี 73 และอุตสาหกรรมนี้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 30,000 – 50,000 ล้านบาทต่อปี

“ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  บอกว่า บริการเรียกรถผ่านแอปฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะระบบเชื่อมต่อการเดินทาง (Feeder System) สำหรับระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระบบขนส่งมวลชนยังเข้าไม่ถึงอย่างทั่วถึง การเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างบ้าน สถานที่ทำงาน และสถานีขนส่งต่าง ๆ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม หากบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้การใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งสาธารณะที่ภาครัฐลงทุนไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ หัวใจสำคัญของบริการเรียกรถผ่านแอปฯ คือแนวคิด  Sharing Economy หรือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เจ้าของใช้งานส่วนตัวเพียงบางช่วงเวลา สามารถนำมาใช้สร้างรายได้เพิ่มเติมและช่วยเพิ่มจำนวนรถในระบบในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณาแนวทางที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ขับขี่แบบพาร์ทไทม์ โดยไม่กำหนดต้นทุนหรือเงื่อนไขในระดับเดียวกับผู้ขับขี่เต็มเวลา เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และขับเคลื่อนการเติบโตในยุคต่อไปด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล”

ดร.สุทธิกร มองว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางหรือเศรษฐกิจหรือภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับกฎระเบียบให้ทันต่อโลกยุคใหม่ เพื่อไม่ให้ข้อกฎหมายแบบเดิมกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อีกมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมาย “ดร.สลิลธร ทองมีนสุข”   บอกว่า ในหลายประเทศได้กำหนดหมวดหมู่ทางกฎหมายเฉพาะสำหรับบริการเรียกรถผ่านแอปฯ แยกออกจากรถแท็กซี่แบบดั้งเดิม โดยในประเทศอย่าง ออสเตรเลีย,  สิงคโปร์  และ สหราชอาณาจักร กรอบกำกับดูแลจะเน้นให้แพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลางของระบบ กำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบผู้ขับขี่ จัดเก็บข้อมูลการเดินทาง และสนับสนุนมาตรการด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ยังสามารถระบุรถที่อยู่ในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการนำรถเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ หลายประเทศเลือกใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การใช้สติกเกอร์แทนการเปลี่ยนประเภทป้ายทะเบียนทั้งหมด ซึ่งอาจช่วยลดอุปสรรคให้กับผู้ขับขี่ได้

ส่วนในมุมของคนขับ หรือไรเดอร์ “มณฑิตา ประดิษฐผล” สะท้อนถึงปัญหาว่า  ผู้ขับขี่จำนวนมากมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดบางประการที่ยังไม่สอดคล้องกับลักษณะการทำงานจริง โดยเฉพาะผู้ที่ขับแบบพาร์ทไทม์ ขับรถผ่านแอปฯ เป็นรายได้เสริมหลังเลิกงาน หากกระบวนการและต้นทุนในการเข้าสู่ระบบยังสูงเกินไป อาจทำให้ผู้ขับขี่จำนวนหนึ่งตัดสินใจออกจากระบบหรือไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ส่งผลให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ และอาจกระทบต่อรายได้หลักของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังเปราะบางและประชาชนจำนวนมากยังต้องพึ่งพารายได้จากงานลักษณะนี้เพื่อรองรับค่าครองชีพและภาระทางการเงินในชีวิตประจำวัน

ด้าน “สุภัทธา เนียมวณิชกุล” หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ โบลท์ ประเทศไทย ผู้ให้บิการแพลจฟอร์มเรียกรถผ่านแอป บอกว่า  แพลตฟอร์มเรียกรถผ่านแอปฯ ในประเทศไทยมีความคืบหน้าอย่างมากในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ความท้าทายที่เหลืออยู่คือการทำให้กระบวนการดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและปฏิบัติได้จริงมากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่  โดยผู้ขับขี่จำนวนมากมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ยังติดข้อจำกัดด้านต้นทุนและขั้นตอนในทางปฏิบัติ ดังนั้น ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม บริษัทประกันภัย ลิสซิ่ง และผู้ขับขี่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผ่านมา ได้สนับสนุนผู้ขับขี่ผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนรถสาธารณะได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายแล้ว ในวงเสวนาเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเต็มรูปแบบจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล แพลตฟอร์ม และผู้ขับขี่ เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นขึ้น ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจดทะเบียนในทางปฏิบัติ การพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อรองรับผู้ขับขี่จำนวนมากทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการกำหนดเวลาในการบังคับใช้กฎระเบียบให้สอดคล้องกับความพร้อมของผู้ขับขี่และสภาพความเป็นจริงของภาคอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันหากการบังคับใช้กฎระเบียบไปเร็วกว่าความพร้อมของผู้ขับขี่และระบบสนับสนุน อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่ตั้งใจ เช่น จำนวนผู้ขับขี่ลดลง ระยะเวลารอรถที่นานขึ้น ค่าโดยสารที่สูงขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วน และการหันไปใช้บริการขนส่งนอกระบบที่อาจไม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยหรือการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับเดียวกัน

สะท้อนถึงความจำเป็นของการออกแบบแนวทางการบังคับใช้ที่เหมาะสมและสมดุล เพื่อให้สามารถรักษาทั้งเป้าหมายด้านกฎระเบียบและเสถียรภาพของระบบโดยรวมไว้ได้

Cyber Daily