หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี เปิดรังเอาชนะ อาร์เซนอล 2-1 ทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก กลับมาสูสีอีกครั้ง
แค่ไม่ถึง 1 เดือนที่แล้ว อาร์เซนอล เคยทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี ถึง 9 แต้ม แต่ตอนนี้ ระยะห่างเหลือแค่ 3 แต้ม แถม เรือใบสีฟ้า ยังมีเกมในมืออีก 1 นัด
หมายความว่า ถ้าหากเก็บชัยชนะได้ ทั้ง 2 ทีมจะมีคะแนนเท่ากันทันที และอาจต้องวัดด้วยผลต่างประตูได้-เสีย
นี่จึงเป็นพรีเมียร์ลีก ที่อาจจะสูสีที่สุดอีกครั้ง แล้วยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป….
สถานการณ์ปัจจุบัน
แมตช์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นนัดตัดสินแชมป์ ยังไม่ได้ข้อสรุปที่เด็ดขาดเสียทีเดียว แต่ชัยชนะของแมนฯ ซิตี ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลุ้นแชมป์
ตอนนี้เราต้องมาพิจารณาเส้นทางสู่การคว้าถ้วยรางวัล ซึ่งโอกาสของแมนเชสเตอร์ ซิตี ดูจะสดใสขึ้นมาก
ด้วยโมเมนตัมที่กำลังพุ่งทะยาน หาก แมนฯ ซิตี สามารถชนะ เบิร์นลีย์ ในวันพุธนี้ พวกเขาจะขึ้นนำเป็นจ่าฝูงด้วยผลต่างประตูได้เสีย และการลุ้นแชมป์อาจต้องไปตัดสินกันในวันสุดท้ายของฤดูกาล
ตอนนี้ อาร์เซนอล มีผลต่างประตูได้เสียดีกว่า แมนฯ ซิตี 1 ประตู แต่ถ้าชนะ เบิร์นลีย์ ผลต่างของพวกเขาจะเท่ากับหรือมากกว่า อาร์เซนอล ทันที
การคาดการณ์วันตัดสินแชมป์
ผลการแข่งขัน เสมอหรือแพ้ของทีมใดทีมหนึ่ง สามารถส่งผลให้วันตัดสินแชมป์มาถึงเร็วขึ้นได้
หากตั้งคำถามว่าเร็วที่สุดที่ อาร์เซนอล หรือ ซิตี จะคว้าแชมป์ได้คือเมื่อไหร่?
คำตอบคือ หลังชัยชนะเมื่อวันอาทิตย์ ถ้าหาก ซิตี ชนะรวดในอีก 6 เกมลีกที่เหลือ และ อาร์เซนอล ชนะรวดในอีก 5 เกมของพวกเขา การลุ้นแชมป์จะต้องตัดสินด้วยผลต่างประตูได้เสียในวันสุดท้ายของฤดูกาล โดยทั้ง 2 ทีมจะมี 85 คะแนนเท่ากัน
แต่หากมองความเป็นจริง แมนเชสเตอร์ ซิตี เคยทำสถิติชนะติดต่อกัน 6 นัด เพียงครั้งเดียวในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา (ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมปีที่แล้ว) ดังนั้นโอกาสที่ทั้ง 2 ทีมจะชนะรวดจนไปถึงวันสุดท้ายจึงดูเป็นไปได้ยาก
อุปสรรคและตัวแปรที่อาจเกิดขึ้น
ทั้ง 2 ทีมต่างรู้ดีว่า นับตั้งแต่นี้ไป ความผิดพลาด คือเรื่องคอขาดบาดตาย
ซิตี กำลังทำผลงานได้ดีและเป็นที่รู้กันดีว่าพวกเขามักจะจบฤดูกาลได้อย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่ อาร์เซนอล กลับแพ้มา 2 นัดติด ทั้งที่ทำดีมาตลอด
สำหรับ อาร์เซนอล เกมในบ้านที่พบกับ นิวคาสเซิล และการไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่กำลังหนีตกชั้น ถือเป็นเกมที่อาจทำให้พวกเขาพลาดได้
ส่วน แมนฯ ซิตี ต้องเจอ เอฟเวอร์ตัน ที่ฟอร์มแรงในเกมเยือน และมีงานหนักในการไปเยือน บอร์นมัธ และเกมสุดท้ายของพวกเขาคือการเปิดบ้านรับมือ แอสตัน วิลลา ที่ลุ้นแชมเปี้ยนส์ ลีก
สถิติในอดีตและการตัดสินในวันสุดท้าย
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้วันที่พรีเมียร์ลีกจะถูกตัดสินนั้นยากจะคาดเดา เนื่องจากผลเสมอหรือแพ้แค่เกมเดียว ก็สามารถเปลี่ยนวันที่จะคว้าแชมป์ได้
แฟนบอลต่างใฝ่ฝันถึงฉากจบที่ดราม่าเหมือนกับลูกยิงท้ายเกมของ เซร์คิโอ อเกวโร ที่พบกับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์ในฤดูกาล 2011-12
นับตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1992-93 มีการตัดสินแชมป์ในวันสุดท้ายมาแล้ว 10 ครั้ง และทีมที่กุมความได้เปรียบไว้ได้ก่อนนัดสุดท้าย มักจะก้าวไปคว้าแชมป์ได้เสมอ
รวมถึงกรณีของ แมนฯ ซิตี ที่เอาชนะ อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2023-24 โดย ซิตี คอนเฟิร์มแชมป์ หลังจากชนะ เวสต์แฮม 3-1 ในนัดสุดท้าย และจบฤดูกาลด้วยคะแนน 91 แต้ม
สถิติการคว้าแชมป์เร็วและพิธีมอบรางวัล
ฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน โดยเหลือการแข่งขันอีก 4 นัด หลังชนะ สเปอร์ 5-1
แต่สถิติการคว้าแชมป์เร็วที่สุด ยังเป็นของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2019-20 ภายใต้การทำทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ ซึ่งเป็นแชมป์ขณะเหลือ 7 นัด
ในส่วนของพิธีรับถ้วยแชมป์นั้น ทีมแชมป์จะได้รับถ้วยหลังจบเกมในบ้านนัดสุดท้ายของฤดูกาล เว้นแต่ว่าการลุ้นแชมป์ จะต้องไปตัดสินกันในวันสุดท้าย
ในกรณีนั้น พิธีมอบถ้วยจะจัดขึ้นทันทีหลังจบเกม ไม่ว่าทีมนั้นจะเป็นเจ้าบ้านหรือเป็นทีมเยือนก็ตาม
ถ้วยจะอยู่ที่ไหนในนัดสุดท้าย?
ในวันสุดท้ายของฤดูกาล จะมีการเตรียมถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกที่เหมือนกันทุกประการไว้รอท่าที่สนามที่ทีมลุ้นแชมป์ลงเล่น ซึ่งในปีนี้คือเอติฮัด สเตเดียม ที่ แมนฯ ซิตี จะพบ วิลลา และเซลเฮิร์ตซ์ ปาร์ค ที่ อาร์เซนอล จะไปเยือน พาเลซ
ทีมแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ที่เก็บรักษาถ้วยไว้ตลอดทั้งฤดูกาล จะต้องส่งคืนพรีเมียร์ลีก อย่างน้อย 3 สัปดาห์ก่อนเกมนัดสุดท้าย ส่วนถ้วยอีกใบจะถูกเก็บไว้โดยทางลีกเอง
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมแท่นรับรางวัล และพลุดอกไม้ไฟ ไว้พร้อมในทั้ง 2 สนาม รวมถึงเหรียญรางวัลสำหรับทีมแชมป์จำนวน 40 เหรียญ โดยการสลักชื่อแชมป์ลงบนถ้วยจะถูกทำหลังจากเสร็จสิ้นพิธีมอบรางวัลแล้ว.



