ปี 2569 วิกฤต ‘น้ำหยดสุดท้าย’ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศอย่างเขาใหญ่ กำลังก้าวข้ามคำว่าภัยแล้งแบบเดิมๆ ไปไกลกว่าที่คิด ข้อมูลล่าสุดจาก สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน. – HII) และ GISTDA เผยว่า ดัชนีความหนาแน่นพืชพรรณ (NDVI) ทั่วทั้งอุทยานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องฝนทิ้งช่วง แต่คือสัญญาณที่ชี้ว่า ‘ดินกำลังเก็บน้ำได้น้อยลงและระบบกักเก็บน้ำของป่ากำลังอ่อนแรง

ดินที่เคยทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ คอยอุ้มน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำภาคกลางและภาคอีสาน กำลังแห้งลงจนสูญเสียความสามารถในการกักเก็บ สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าป่าเขาใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำและพื้นที่ดูดซับน้ำสำคัญของประเทศ กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนของระบบนิเวศ (Ecological Tipping Point)

อีกด้านหนึ่ง ค่าความต่างความดันไอ (Vapor Pressure Deficit: VPD) ที่พุ่งเกิน 3.5 kPa ยิ่งเร่งให้ปัญหารุนแรงขึ้น เพราะเมื่ออากาศแห้ง พืชจะปิดปากใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ยังคายน้ำผ่านผิวใบ ทำให้ต้นไม้ค่อยๆ ขาดน้ำสะสมและเริ่มยืนต้นตาย

ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่า ระดับแรงดันน้ำใต้ดินลดลงมากกว่า 12 เมตร หรือมากกว่า 100% จากค่าเฉลี่ยปกติ ส่งผลให้เกิด ‘ภาวะดินแห้งลึก’ (Deep Soil Desiccation) จนชั้นดินแตกร้าว รากพืชและจุลินทรีย์ที่ช่วยกักเก็บน้ำเสียหาย เมื่อดินไม่อุ้มน้ำ กลไกกักเก็บน้ำของป่าก็ทำงานได้ไม่เหมือนเดิม

ลำธารแห้ง-ไม่มีน้ำใต้ดิน

เมื่อดินไม่เก็บน้ำ วัฏจักรน้ำก็สะดุดตามไปด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช. – ONWR) ระบุว่า ปี 2569 เกิดภาวะ ‘น้ำท่าเป็นศูนย์’ (Zero Baseflow) ต่อเนื่องนานกว่า 120 วัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

โดยปกติ แม้ไม่มีฝน ลำธารในป่าจะยังมีน้ำไหล เพราะมีน้ำใต้ดินค่อยๆ ซึมออกมาเติม แต่เมื่อชั้นดินไม่อุ้มน้ำและไม่สามารถปล่อยน้ำออกมาเติมลำธารได้อีก ลำธารจึงแห้งสนิท สิ่งที่เกิดขึ้นยังกระทบไปถึงเขื่อนลำตะคอง ที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเหลือเพียง 15% ของค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ระดับน้ำใช้ในชีวิตประจำวันลดลง กระทบประชาชนกว่า 5 แสนคน  

สัตว์ป่าต้องเอาตัวรอด

เมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มหายไป สัตว์ป่าจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ข้อมูลจาก IUCN และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (DNP) ระบุว่า สัตว์ขนาดเล็กตายเพิ่มขึ้นจากอากาศร้อนจัด ขณะที่แหล่งน้ำเล็กๆ อย่างแอ่งน้ำหรือโพรงไม้ก็แทบไม่มีเหลือ

สัตว์ขนาดใหญ่เองก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่เพื่อหาน้ำมากขึ้น ข้อมูลจากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) พบว่า การเคลื่อนตัวลักษณะนี้เพิ่มขึ้นกว่า 400% และมาพร้อมระดับความเครียดที่สูงขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ชี้ว่า แหล่งอาศัยเดิมกำลังไม่สามารถรองรับชีวิตได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และกำลังนำไปสู่ภาวะที่ระบบนิเวศเริ่มล้มเหลว (Hydraulic Failure)

ระบบจัดการน้ำไม่ตอบโจทย์

ในขณะที่ปัญหารุนแรงขึ้น โครงสร้างการจัดการน้ำกลับยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาปฏิรูปการจัดการน้ำระบุว่า รายได้จากการท่องเที่ยวเขาใหญ่ลดลงกว่า 2,800 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2569

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา งบประมาณของอุทยานกว่า 80% ถูกใช้ไปกับโครงสร้างเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ขณะที่งบสำหรับฟื้นฟูระบบกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ เช่น ฝายชะลอน้ำ หรือธนาคารน้ำใต้ดิน มีไม่ถึง 5% ด้วยสัดส่วนที่ไม่สมดุล ทำให้ป่าซึ่งเคยช่วยกักเก็บน้ำ ไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเพียงพอ

วิกฤตน้ำหยดสุดท้ายของเขาใหญ่จึงเป็นภาพสะท้อนของระบบกักเก็บน้ำของธรรมชาติที่กำลังหายไป เมื่อดินไม่อุ้มน้ำ ป่าจะอ่อนแอ ลำธารแห้ง สัตว์ต้องปรับตัว และท้ายที่สุดผลกระทบทั้งหมดจะย้อนกลับมาถึงมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้