เมื่อรัฐบาลกำลังพิจารณากู้เงินก้อนใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกไทย บวกกับภาระหนี้สาธารณะและรายจ่ายสวัสดิการสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามว่าประเทศไทยจะหารายได้จากที่ไหนอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วน ล่าสุด คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย โดยวางเป้าหมายไว้ 5 ประการ ได้แก่ สร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ลดความเสี่ยงฐานะการคลัง ขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บผ่านเทคโนโลยี และส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยข้อเสนอทั้งหมดแบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้

ด้านที่ 1 : นโยบายภาพรวม – AI กรมสรรพากร และขยายเกษียณ

ข้อเสนอด้านแรกเป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง โดยเสนอให้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงการหลบเลี่ยงภาษี เพื่อลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดเก็บ

ควบคู่กันนั้น ยังเสนอให้ยกระดับกรมสรรพากรขึ้นเป็น “องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ” ที่มีความเป็นอิสระ มีคณะกรรมการบริหารงานของตนเอง เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ภายในปี 2573 พร้อมมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุ เพื่อรักษากำลังแรงงานรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเผชิญอยู่

ด้านที่ 2 : ภาษีจากฐานรายได้ – บังคับยื่นแบบ ลดหย่อนบุตร ดึง e-Commerce เข้าระบบ

ด้านภาษีรายได้ ข้อเสนอที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการบังคับให้ผู้มีรายได้ทุกคนต้องขึ้นทะเบียนและยื่นแบบเสียภาษี แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องชำระภาษีก็ตาม เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลประชากรที่ครอบคลุมสำหรับการวางแผนสวัสดิการ

ในส่วนการจูงใจให้มีบุตร เสนอปรับเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจาก 30,000 บาทต่อคน เป็น 500,000 บาทต่อคน โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร พร้อมเสนอตั้งกองทุนการออมสำหรับบุตรหลาน (Junior Fund) และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา (Parent Fund)

สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เสนอให้แพลตฟอร์มออนไลน์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 2% จากยอดขายของร้านค้าในระบบ ขณะที่ผู้รับเงินปันผลเกิน 10 ล้านบาทต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า

ด้านภาษีนิติบุคคลต่างชาติ เสนอให้เก็บภาษีในอัตรามาตรฐาน 20% ของกำไรสุทธิจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ เช่น TikTok, eBay และ Alibaba ที่มีรายได้จากผู้บริโภคไทย ไม่ว่าจะมีสำนักงานถาวรในไทยหรือไม่ก็ตาม พร้อมบังคับใช้อัตราภาษีขั้นต่ำสากล (Global Minimum Tax) ที่ 15% และเสนอให้นำรายได้ส่วนนี้ตั้งกองทุนรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ด้านที่ 3 : ภาษีจากฐานการบริโภค – ขึ้น VAT สู่ 10% เก็บภาษีหุ้นทองคำเดินทาง

ด้านนี้ถือเป็นส่วนที่สร้างความสนใจและถกเถียงมากที่สุด เริ่มจากข้อเสนอปรับขึ้นVAT จาก 7% เป็น 10% แบบขั้นบันได พร้อมมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไป เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการ และโครงการเงินออมสำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ยังเสนอยกเลิกการยกเว้น VAT สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อดึงผู้ประกอบการทุกรายเข้าสู่ระบบ พร้อมส่งเสริมระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และจัด “ลอตเตอรี่ใบเสร็จ” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเรียกรับใบเสร็จ

สำหรับภาษีขายหุ้น เสนอจัดเก็บในอัตรา 0.05% ก่อน คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 10,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2572 จากนั้นปรับเพิ่มเป็น 0.1% ตั้งแต่ปี 2573 เพิ่มรายได้รัฐเป็นประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยจัดเก็บไม่ว่าการขายนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตาม

ส่วนภาษีทองคำ เสนอให้ศึกษาการจัดเก็บทั้งในรูปแบบทองคำจริง (Physical Gold) ที่ชำระด้วยเงินบาท เพื่อลดแรงหนุนการส่งออกทองคำที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งและผันผวน รวมถึงทองคำกระดาษ (Paper Gold) และการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ด้านภาษีเดินทางออกนอกประเทศ เสนอจัดเก็บจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในไทย ในอัตรา 1,000 บาทต่อคนสำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 500 บาทสำหรับทางบกและทางเรือ

ขณะเดียวกัน ยังเสนอจัดเก็บภาษีเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม ครอบคลุมสุรา ยาสูบ ความหวาน โซเดียม ของทอด และไขมันทรานส์ รวมถึงแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้จัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งปัจจุบันยังติดข้อจำกัดทางกฎหมาย

ด้านที่ 4 : ภาษีจากฐานทรัพย์สิน – ลดเพดานยกเว้นบ้านหลังหลัก ทบทวนภาษีมรดก

ด้านภาษีทรัพย์สิน เสนอให้ปรับลดเพดานการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับบ้านหลังหลักจาก 50 ล้านบาท เหลือเพียง 10-20 ล้านบาท พร้อมจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อกดดันให้เจ้าของที่ดินนำมาใช้ประโยชน์จริง

สำหรับภาษีมรดก เสนอทบทวนลดเพดานมูลค่ากองมรดกที่ได้รับการยกเว้นจากปัจจุบันที่ 100 ล้านบาทแรกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และปรับเปลี่ยนจุดที่ต้องยื่นเสียภาษีมาเป็นภายใน 150 วัน นับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังเสนอขยายฐานการจัดเก็บภาษีป้ายให้ครอบคลุมถึงป้ายนอกอาคารที่ไม่เกี่ยวกับการค้า เช่น ป้ายหาเสียงนักการเมืองและป้ายอวยพรเทศกาลด้วย

ด้านที่ 5 : ภาษีกับการพัฒนาท้องถิ่น – “ภาษีบ้านเกิด” และอิสระทางการคลัง

ด้านสุดท้ายมุ่งลดความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่น โดยเสนอให้ศึกษาแนวทาง “ภาษีบ้านเกิด” (Home Town Tax) ที่เปิดให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกจ่ายหรือบริจาคเงินภาษีส่วนหนึ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนต้องการสนับสนุนได้ โดยเป็นแนวคิดที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เสนอให้เพิ่มอิสระทางการคลังแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ได้ด้วยตนเอง ควบคู่กับการตั้งคณะกรรมการวินัยการคลังของท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายให้โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์แม้กระทั่งภายในวุฒิสภาเอง โดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ระบุว่าการปรับขึ้นภาษีไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาแต่เป็นของฝ่ายรัฐบาล และแสดงจุดยืนส่วนตัวว่าช่วงนี้ควรลดภาษีมากกว่า เพราะ “ทุกอย่างขึ้นหมดยกเว้นค่าแรง” และประชาชนยังไม่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยเพียงพอ ขณะที่นานาประเทศก็ใช้วิธีลดภาษีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในยามวิกฤต​​​​​​​​​​​​​​​​ิ