ร้อนขึ้นมาทันที หลัง “นายวิษณุ วรัญญู” ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลแรงงานภาค 7 เป็นประธานกรรมการสรรหา พิจารณาชี้ขาดคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564

นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่า จะมีผลอย่างไร ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหน ก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น

ก่อนหน้านั้น “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือ พร้อมพยานหลักฐาน ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งชี้ว่า นพ.สรณ แม้จะลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราว ในตำแหน่งแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.-12 เม.ย. 65 ทั้งหลักฐานการเสียภาษี ภ.ง.ด.90 การรับเงินรายได้จากมหาวิทยาลัย และระเบียบ ข้อบังคับ เรื่องลูกจ้างเงินรายได้ ปี 2561 ของมหาวิทยาลัยมหิดล ชัดเจนว่า “ลูกจ้างชั่วคราว” หมายถึง ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมง

ดังนั้นการเป็นแพทย์ ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ถือเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ซึ่งขัดกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า นพ.สรณ มีคนไข้ประจำ เข้าทำการรักษาทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี และเว็บไซต์ของโรงพยาบาลสมิติเวช ก็มีการระบุว่า นพ.สรณ เข้าไปตรวจทุกวันอาทิตย์ ขณะที่เว็บไซต์โรงพยาบาลพระราม 9 ก็ระบุชัดเจนว่า มีการเข้าไปตรวจในวันเสาร์ และปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถเข้าไปหาดูได้แล้ว

นอกจากนั้นยังพบว่า นพ.สรณ ยังได้สมัคร และได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช.ในวันรุ่งขึ้น แต่ไม่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออก กลับทำหนังสือขอชะลอ เพื่อไปสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนว่าสามารถควบตำแหน่งได้หรือไม่ ก่อนที่จะดึงเรื่องกลับจากกฤษฎีกา ซึ่งเข้าใจว่า คณะกรรมการคงตีความไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงรีบชิงถอนเรื่องออกมาก่อน นพ.สุภัทร กล่าว

ด้าน “น.ส.ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ว่า ตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ หน้าที่ต่อไป คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ต้องนำเรื่องนี้ทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ ถอดถอนประธาน กสทช. ลงมาอย่างเร็วที่สุด เมื่อถามว่า มองว่า นพ.สรณ ต้องรับผิดชอบย้อนหลังหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า นพ.สรณ จะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทั้งเรื่องที่มีมติในการนั่งหัวโต๊ะในการควบรวมค่ายมือถือ และประชาชนต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงหลายเรื่องในกองทุน USO ที่อนุมัติไปทั้งหมดเป็นเงินทรัพยากรของประเทศหลักหลายพันล้านบาท

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ นพ.สรณ จะใช้กระบวนการศาลปกครอง หรือกระบวนการกฎหมายอื่น เพื่อค้านมติในวันนี้ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือในเรื่องที่ปกป้องตัวเอง หรือแย้งอะไรเป็นสิทธิของเขา แต่ในวันนี้เมื่อเรื่องกว่าที่จะมาถึงมติของกรรมการสรรหาฯ ทอดยาวมาถึง 4 ปี และวันนี้อย่างน้อยกรรมการสรรหาฯ มีมติแล้ว 4 ต่อ 0 ซึ่งทราบมาว่า กรรมการสรรหาฯ เอง ก็พยายามรวบรวมหลักฐานมาตลอด และใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทำงานทั้งหน้าฉากและหลังฉากในการประสานต่างๆ เพื่อส่งข้อมูล และต่อให้จะไปยื่น เพื่อปกป้องตัวเองโดยใช้กลไกทางกฎหมาย แต่สิ่งที่จะต้องทำให้สาธารณะรับรู้ คือ มีเหตุผลอะไร ให้คนที่ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่เริ่มต้น ทอดยาวมาถึง 4 ปี และมีเหตุผลอะไรอีกที่ทุกคนจะช่วยปกป้อง นพ.สรณ เพื่ออยู่ในตำแหน่ง คิดว่าไม่มีน้ำหนักและไม่มีความจำเป็นอะไร ที่ทั้งกระบวนการยุติธรรม หรือใครก็ตาม ต้องช่วยกันปกป้อง นพ.สรณ อีกแล้ว

จากนี้ไปต้องรอดูว่า “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” จะหาช่องทางกฎหมาย หักล้างมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. หรือไม่ ที่สำคัญมติหรือแนวทางที่ กสทช.ทำไว้ ในช่วง “นพ.สรณ” เป็นประธาน กสทช. จะได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมทั้งท่าทีของหัวหน้ารัฐบาล จะมีท่าทีอย่างไร กับมติของคณะกรรมการสรรหาฯ

ด้านแหล่งข่าวจาก กสทช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช. ลงมติ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติ ว่า แม้มติของคณะกรรมการสรรหาฯ จะถือเป็นที่สุด ไม่มีหน่วยงานใดค้านได้แล้ว แต่ในทางแทคติก ถ้าประธาน กสทช. มั่นใจหลักฐานตัวเอง และมีหลักฐานใหม่เพิ่ม ก็สามารถยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มและขอให้พิจารณาใหม่ได้  แต่ก็อยู่ที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะเปิดรับพิจารณาหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการ

ขณะเดียวกันตามกฎหมายปกครอง ยังคงเปิดช่องให้ต่อสู้ได้ โดยขั้นตอนขณะนี้ มติจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานต้นเรื่องคือ “สำนักเลขาธิการนายกฯ” เพื่อให้นายกฯ พิจารณาดำเนินการต่อ ซึ่งคาดว่าขณะนี้ทางฝั่งประธาน กสทช. คงกำลังเร่งประสานงาน เพื่อชี้แจงหรือขอความชัดเจนเพื่อดำเนินการ ซึ่งหากไม่มีการแจ้งมติไปยังประธาน กสทช. ก็ถือว่ายังไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ยังไม่สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้  แต่หากมีหนังสือแจ้งมติชี้ขาดไปยังประธาน กสทช. โดยตรง จะถือว่ามีคำสั่งทางปกครองเกิดขึ้นทันที ซึ่งจะทำให้ประธาน กสทช. มีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในระหว่างพิจารณาคดี

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ศาลปกครองจะรับคดี และให้ความคุ้มครองชั่วคราวนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากศาลต้องพิจารณาใน 3 เงื่อนไขหลัก คือ 1. มติของกรรมการสรรหาฯ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การให้หยุดหน้าที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินจนเสียหายร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง บอร์ด กสทช. ที่เหลืออีก 6 คนยังคงทำงานและลงมติต่างๆ ได้ตามปกติ และ 3. ความเสียหายสามารถเยียวยาย้อนหลังได้หรือไม่

“กรณีหากศาลปกครองรับเป็นคดี เพื่อวินิจฉัย ต่อมาภายหลังหากประธาน กสทช. ชนะคดี รัฐก็สามารถจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนย้อนหลังพร้อมดอกเบี้ยได้ และหากศาลไม่คุ้มครอง ประธาน กสทช. จะต้องหลุดจากตำแหน่งทันที โดยต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 4-5 ปี แต่เชื่อว่าทางประธาน จะต้องฟ้อง แม้จะเกินเวลานานกว่าจะมีผลตัดสิน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังมีความคลุมเครืออยู่ คงต้องรอในสัปดาห์หน้า ถ้าส่งเรื่องมายัง สำนักงาน กสทช. ก็จะชัดเจนว่า ประธาน กสทช. รวมถึงทีมงาน จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานและที่เกี่ยวข้องต่อไปไม่ได้ และจะมีการฟ้องต่อศาลปกครองหรือไม่”

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก “กังฟู” นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง (ทร.) ในฐานะคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ให้ความเห็นถึงการพิจารณางบประมาณของกระทรวงกลาโหมว่า ได้เห็นความผิดปกติของงบครุภัณฑ์ การจัดหายุทโธปกรณ์ นำไปปรับปรุงให้แก่ทหารที่อยู่ในห้องแอร์ เช่น การนำไปซื้อของรับรองแขก งบที่นำไปซื้อเครื่องชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์บนอาคารสำนักงาน มองว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน จึงอยากให้นำงบทหารห้องแอร์ในส่วนนี้ ไปให้กับทหารชายแดนให้ได้มากกว่านี้

แม้จะจัดงบประมาณไปแล้ว แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากทหารหน้าแนวกำลังพลลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ บางพื้นที่จาก 20 นายเหลือแค่ 4 นาย รวมถึงถนนหนทางในพื้นที่ก็ยังไม่ได้ทำ ส่วนที่ทางกองทัพออกมาพูดว่า จะทำให้ชายแดนมีถนน และน้ำไฟนั้น เป็นการขอจากงบกลางของปี 68 และ ปี 69 ประมาณ 6 ร้อยกว่าล้านบาท โดยที่กองกำลังสุรนารี ได้งบเพียง 1 ร้อยกว่าล้านบาท ทั้งที่เป็นกองกำลังที่อยู่กับทหารหน้าแนวจริงๆ

“ผมอยู่ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และเจอปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเห็นว่าแทนที่จะเอางบไปซื้อที่ชาร์จไฟฟ้า ซื้อของที่ระลึกรับรองแขกต่างประเทศ และงบจัดเลี้ยง เอาไปให้กับทหารตัวเล็กตัวน้อยที่หน้าแนวดีกว่าหรือไม่ เพราะเขามีเบี้ยเลี้ยงเพียง 240 บาท จึงอยากให้ดูแลทหารเหล่านี้ด้วย ขณะนี้ยังมีทหารผี ที่มีแต่ชื่อ แต่ตัวไม่ได้อยู่หน้าแนว” นายวสวรรธน์ กล่าว

นายวสวรรธน์ กล่าวต่อว่า รวมถึงงบของกองทัพเรือ (ทร.) ที่จะไปจัดซื้อเรือดำน้ำ ที่จ่ายในปีงบประมาณนี้ 2,686 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นกว่า 13,000 ล้านบาท ในการซื้อเรือดำน้ำจากจีน ขณะที่จีนส่งรถถัง T-59D ให้กับกัมพูชา 40 คัน ดังนั้น เป็นโอกาสที่ดี ที่นายกฯ ไปเยือนจีนอยู่ในขณะนี้ นายกฯ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ ต้องกระตุกนายสี จิ้นผิง  ประธานาธิบดีจีน ให้ชะลอการส่งรถถังให้กับกัมพูชา อย่ายอมอย่างเดียว

เพราะรถถังไม่ว่าเก่าหรือใหม่ก็คือรถถังอยู่ดี จึงอยากให้ กมธ. แขวนงบเรือดำน้ำไว้ก่อน เพราะกัมพูชา ไม่ได้มียุทโธปกรณ์สู้เราทางน้ำเท่ากับทางบก งบของกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดไปทุกหน่วยงาน ทั้งที่เราจะรบกับกัมพูชา แต่กลับไปเพิ่มงบเอไอ คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กับสถานการณ์ชายแดนเช่นนี้ จึงเห็นว่าแค่สิทธิความปลอดภัย ก็ยังไม่ได้งบที่เหมาะสม

ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา “นายวสวรรธน์” ลงพื้นที่ตลอด โดยเฉพาะที่ให้ความเห็นว่า “งบของกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดไปทุกหน่วยงาน ทั้งที่เราจะรบกับกัมพูชา แต่กลับไปเพิ่มงบเอไอ คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง กับสถานการณ์ชายแดนเช่นนี้ จึงเห็นว่าแค่สิทธิความปลอดภัย ก็ยังไม่ได้งบที่เหมาะสม”.

“ทีมข่าวการเมือง”