เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่โรงแรมบายาสิตา จังหวัดขอนแก่น กรมการปกครอง มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดกิจกรรม “อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด เพื่อเสริมความรู้ทักษะในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชน” และ “การอบรมพัฒนาศักยภาพชุมชนและอดีตผู้ผ่านการบำบัด เพื่อดูแลผู้ใช้ยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วม” 

นายประจวบ รักแพทย์รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ายังมีการลักลอบลำเลียงและกระจายยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าและยาไอซ์ เข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้พบว่า 6 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภออุบลรัตน์ อำเภอน้ำพอง อำเภอชุมแพ อำเภอมัญจาคีรี อำเภอหนองเรือ และอำเภอบ้านฝาง ถูกใช้เป็นพื้นที่ลำเลียงและแพร่กระจายยาเสพติด จึงได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุมชน ในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยง และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาด ควบคู่กับการนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาในระบบสาธารณสุข พร้อมจัดให้มีระบบติดตามหลังการบำบัด เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปลอดภัย และลดโอกาสการกลับไปเสพซ้ำในระยะยาว โดยมีเป้าหมายลดจำนวนผู้เสพ ผู้ค้า และสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

“สำหรับการอบรมในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ เป็นการรวมพลังจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1. กลุ่มบุคลากรผู้บำบัด ที่ต้องอาศัยทักษะวิชาชีพควบคู่ไปกับความเข้าใจในบริบทใหม่ ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. กลุ่มภาคีเครือข่ายชุมชนและอดีตผู้ผ่านการบำบัด ซึ่งถือเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งที่สุด ทั้งนี้ตนขอย้ำว่า ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนของจังหวัดขอนแก่น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community-Based Treatment and Care: CBTx) จึงหวังว่าผู้เข้ารับการอบรมจะใช้เวทีนี้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม” 

ด้านนางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะสร้างผลกระทบอย่างรอบด้าน จากข้อมูล ปัจจุบันพบผู้ใช้สารเสพติด 1.6 ถึง 1.9 ล้านคนหรือคิดเป็น 3-4% ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากมีราคาถูกเม็ดละ 20-30 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ยาเสพติดจะเข้าไปทำลายสมองส่วนการคิดและมีเหตุผล แล้วไปกระตุ้นสมองส่วนอยากให้รุนแรงขึ้น ทำให้มาตรการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้ผลเนื่องจากจะเน้นการปราบปรามหรือบำบัดระยะสั้น ขาดการฟื้นฟูต่อเนื่องทำให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่วงจรเดิม ดังนั้นเราจึงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจากผู้เสพคือผู้ป่วยโรคสมองติดยา เมื่อบำบัดจนเสร็จสิ้น แล้วติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี จะช่วยลดโอกาสในการกลับไปเสพยาซ้ำได้มากขึ้น ที่สำคัญคือจะต้องร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบตามแนวทางชุมชนล้อมรักษ์ หรือ CBTx คือการให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้กำลังใจ การสร้างโอกาส และการพัฒนาอาชีพ จะช่วยยืดระยะเวลาการไม่กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำอย่างน้อย 1 ปี 

นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า แผนปฏิบัติการเชิงรุกพื้นที่ยุทธศาสตร์ 10 จังหวัดในปี 2569-2570 จะเน้นไปที่ 5 จังหวัด คือเชียงใหม่ น่านขอนแก่นอุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เบื้องต้นมี 3 จังหวัดนำร่องพัฒนาอำเภอต้นแบบร่วมกับสำนัก 1 คือนครปฐม อุดรธานีและนครพนม ส่วน 2 จังหวัดที่มีความร่วมมืออยู่แล้วคือกระบี่และบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ระดับจังหวัดนั้นจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบาย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข ต้องร่วมกันกำหนดนโยบายสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนทำงานสอดประสานกันสร้างกลไกป้องกันและแก้ปัญหาโดยใช้ชุมชน เป็นฐาน อย่างเป็นระบบ ทำงานแบบบูรณาการ ร่วมกันทั้งหน่วยงานรัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างแท้จริง