เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่รัฐสภา นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำผู้อารยะขัดขืนไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมาแถลงข่าว โดยนายเอกราช กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน เพราะในช่วงที่มีการเกณฑ์ทหารที่ผ่านมา พบมีชายไทยที่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ แต่กลับถูกบังคับให้เกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ประสบปัญหาการใช้ชีวิตในค่ายทหาร และจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการตรวจเลือก
หากร่างกฎหมายรับราชการทหาร ของพรรคประชาชน ได้รับการขับเคลื่อนจนสำเร็จ จะทำให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันกลไกพลทหารอาสาของรัฐบาล ที่นโยบายดังกล่าวเพิ่มเงินเดือนพลทหารเป็น 12,000 นั้น ที่จะใช้งบประมาณ อยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2570 จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ชี้แจงว่า นโยบายนี้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดแล้ว
นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ข้อมูลการเกณฑ์ทหาร ช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จากการเปิดรับของกองทัพทั้งหมด 84,000 คน พบสมัครใจแบบออนไลน์ และสมัครใจหน้างาน รวมกันประมาณ 49,000 นาย ถือเป็นยอดที่เกินกว่านโยบายพลทหารอาสา ที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าจะรับ 25,000 นายต่อปีไปแล้ว ซึ่งการให้พลทหารอาสาปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่หน้าแนวมากกว่าปัจจุบัน ที่ให้ปฏิบัติหน้าที่เพียงแค่ 6 เดือน-2 ปี จึงต้องการเร่งรัดให้นโยบายนี้เกิดขึ้นเร็วที่สุด และหากเป็นไปได้ควรดำเนินการภายในปีนี้
นายเอกราช กล่าวต่อว่า อยากให้เร่งมีการบรรจุนโยบายในงบประมาณปี 2570 เพื่อให้ปีงบประมาณถัดไปสามารถดำเนินการได้ทันที หากรัฐบาลนิ่งเฉยก็เท่ากับว่ารัฐบาลไม่จริงใจ เนื่องจากการแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรีเป็นคนพูดเองว่าพูดแล้วทำ เราจะดูขั้นตอนในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ก่อนที่จะมีการพิจารณาว่าจะมีการยกระดับหรือไม่
นายเอกราช กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้อารยะขัดขืนนั้น เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แม้สิ่งที่ทำจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการเกณฑ์ทหารละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวยื่นเรื่องร้องไปแล้ว ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่า มีผู้อารยะขัดขืน 2 คนเท่านั้น
ผู้ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับใช้ชาติ เพียงแต่มองว่า สามารถรับใช้ชาติได้ด้วยวิธีการอื่นที่จะช่วยพัฒนาชาติในด้านอื่น และยกระดับกองทัพให้มีประสิทธิภาพ แม้จะขัดต่อกฎหมาย แต่ยินดีรับผล เพราะจะต่อสู้คดี เพื่อให้เกิดการยกเลิกการจำกัดเสรีภาพโดยปราศจากการสมัครใจ โดยเปลี่ยนเป็นทหารสมัครใจทั้งหมดแทน.



