เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 24 เม.ย. ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ และเป็นประธานจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี
พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.อ.เสกสรร คันธา และพล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมพิธีด้วย
พล.ท.อดุลย์ ได้สักการะองค์พระหลักเมือง ที่ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ จากนั้นเดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อประกอบพิธีถวายราชสักการะ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลาว่าการกลาโหมจำนวน 7 แห่ง อาทิ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบวรฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนรูปหล่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย เพื่อความเป็นสิริมงคล และยึดเหนี่ยวจิตใจ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ
ภายหลังพิธีสักการะ ได้มีการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ ที่ลานอเนกประสงค์ ศาลาว่าการกลาโหม จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี ประจำปี พ.ศ.2569 ณ ห้องพินิตประชานาถ โดยมีข้าราชการ และกำลังพลในสังกัดเข้าร่วมพิธี
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ว่า ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ สถาบัน และพี่น้องประชาชน
รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายด้านความมั่นคง จะดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันระบบทหารอาสา ซึ่งเชื่อว่าความสมัครใจจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน และยังมีแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ เช่น น้ำมัน เพราะเมื่อเกิดสงครามก็ส่งผลกระทบต่อประเทศ
รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายระยะเร่งด่วน จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ น้ำ ไฟฟ้า ถนน และสัญญาณสื่อสาร พร้อมดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดามารดา ซึ่งขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement (ข้อตกลงร่วม)
“ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่า ได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พล.ท.อดุลย์ กล่าว
รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า ในขณะที่ช่องทางการเจรจา ก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ซึ่งเป็นการพูดคุยในระดับพื้นที่ แม่ทัพภาคต้องรับนโยบายนั้น ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งเป็นระดับกระทรวงกลาโหม ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ก็เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ณ วันนี้จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าว ในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว เช่นเดียวกับพื้นที่ของกองทัพเรือ หลังมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU 44

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงนามแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมชุดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นเอกภาพ โดยมีรายชื่อดังนี้
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ เป็นโฆษกกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่หลักในการชี้แจงนโยบายและประเด็นสำคัญของกระทรวงต่อสาธารณชน
ขณะที่ตำแหน่งรองโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร, น.อ.นรา คุณโฑถม ทีมโฆษกศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา และน.ท.ณัฐนัย จันทร์เปล่ง ร่วมสนับสนุนภารกิจด้านการสื่อสารองค์กรและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยการจัดตั้งทีมโฆษกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงกลาโหมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศ



