นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่า จากนี้ไปราคาน้ำมันจะทยอยขึ้น หรือทยอยลง ไม่พรวดพราดแบบลิตรละ 5-6 บาทแล้ว เนื่องจากปัญหาเวลาลงแรงต่อวัน ปั๊มจะมีปัญหาเรื่องการสต๊อกของ ถ้าเก็บของไว้เยอะ ลงข้ามคืนแรง ถ้าขายหมดไม่ทัน ก็จะขาดทุนหนัก แล้วถ้าเขาไม่สต๊อกของ ต่อไปก็จะมีปัญหาไม่มีน้ำมันเติมที่ปั๊มอีก
ส่วนกรณีลดค่าการกลั่นลิตรละ 5 บาท แต่ทำไมหน้าปั๊มลดแค่ลิตรละ 1.50 บาท ต้องอธิบายว่า การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่ลิตรละ 5 บาท ส่วนหนึ่งนำไปลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊ม และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปลดภาระกองทุนน้ำมันที่ยังติดลบอยู่ 62,158 ล้านบาท ถ้าไม่รีบลดหนี้กองทุนฯ จะทำให้ผู้ใช้น้ำมันต้องซื้อน้ำมันในราคาแพงกว่าปกติ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) จะบริหาร 2 เรื่องนี้ไปควบคู่กัน
อย่างล่าสุดที่ปรับลดราคาหน้าปั๊ม 1.50 บาท ถ้าเราดูสถานการณ์สิงคโปร์เป็นยังไง 3 วันที่ผ่านมา สิงคโปร์ขึ้นไปลิตรละ 4 บาท แต่เราสวนทาง ลดราคาหน้าปั๊มลิตรละ 1.50 บาท โดยใช้กลไกราคาหน้าโรงกลั่น ตอนนี้ 6 โรงกลั่น ก็ร่วมกันจ่ายหมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้ 6 โรงกลั่น ยังไม่พบว่า มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า ตอนนี้กองทุนฯ ติดลบ 6 หมื่นล้าน ตั้งเป้าว่า เท่าไหร่ถึงจะประคับประคอง รมว.พลังงาน กล่าวว่า เราดูตัวเลข 2 ตัว ทั้งยอดรวม และติดลบเพิ่มเท่าไหร่ต่อวัน
“ก่อนหน้านี้เราตามราคาตลาดไม่ทัน เราต้องรีบไปขึ้นราคาเร็วๆ 6 บาท พอมันลงมา แทนที่จะลงได้เร็ว เราก็ต้องทยอยลง เพราะขึ้นก็ไม่ทัน ลงก็ไม่ทัน แต่ตอนนี้ทันแล้ว เราแทบจะดูตลาดโลกได้เลย ดีเซลเราใช้ถูกกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย”
ส่วนประเด็นทุกวันนี้ยังเก็บกลุ่มคนใช้เบนซินอยู่ เป็นการอุดหนุนข้ามกลุ่มหรือไม่ คนใช้เบนซินน้อยใจ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น เราดูหนี้เก่า เบนซินก็พยายามทอนคืน เดี๋ยวก็ต้องทำให้เป็นบวกเหมือนกัน ต้องดูราคาของตลาดโลกด้วย เรายังดูให้ทุกเวลา



