จากมุมมองนักจิตบำบัด เขื่อน ภัทรดนัย เปิดใจลึกถึงจุดเปลี่ยนชีวิตในรายการ Woody Talk เล่าย้อนเส้นทางชีวิตตั้งแต่วัย 13 มีแผลในใจที่ถูกสังคมตัดสินจนฝังใจว่าตัวเองไม่คู่ควร คิดว่าตัวเองเป็นจุดด่างดำของวงบอยแบนด์ในอดีต พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนยอมรับ ก่อนจะพังลงจากความสัมพันธ์ Toxic จนเริ่มเรียนรู้การให้อภัยตัวเองอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่าการเลือกตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดแต่คือพื้นฐานของการมีชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมเปิดอินไซด์สุขภาพจิต ชี้ปมคนส่วนใหญ่ต้องดีพอให้คนอื่นก่อนถึงจะรักตัวเองได้ และคนทุกข์เพราะครอบครัวมากกว่าที่คิด
เขื่อน ภัทรดนัย เผยว่า “สมมุติคุยกับกล้องแล้วกัน สวัสดีครับ เขื่อนนะครับ เป็นนักจิตบำบัดแล้วก็ทำ Content เกี่ยวกับ Psychoeducation เรื่องสุขภาพจิต เป็นลูกชายของ Single Mom ที่ภูมิใจในตัวคุณแม่มาก และก็เป็นคนหนึ่งคนที่ทำผิดบ่อย ๆ แล้วก็เรียนรู้ทุกวันและก็ให้อภัยตัวเองได้เรื่อย ๆ อันนี้ในฐานะนักจิตบำบัดที่มีโอกาสได้ทำงานที่อังกฤษด้วย มันทำให้เราได้เห็นเลยว่า เราอยู่แต่ละพื้นภาค คนเรามีปัญหาไม่เหมือนกันจริง ที่ต่างประเทศที่ตะวันตกเขาจะมีความ Individualism ปัญหาก็คือแบบ ฉันดีพอหรือยัง โตเร็วหรือยัง สำเร็จหรือยัง มันจะเห็นเลยว่า โอเค ปัญหามันจะไปทางด้านแนวนั้น เราไม่เหมารวม แต่นี่ประสบการณ์ที่เขื่อนทำมา ที่เมืองไทย ในจุดพักใจกับจุดพักใจ alive สิ่งที่เราเจอบ่อยมากเลย เพราะเราเป็น collective culture เราอยู่กันเป็นทีม เราถูกสอนมาให้ซัพพอร์ตกันและกัน community เพราะฉะนั้นปัญหาคือการยอมรับที่บ้านอันนี้เราเจอบ่อยมาก ว่าฉันดูแลพ่อแม่ดีหรือยัง ฉันเป็นเดอะแบก ฉันเหนื่อยมากเลยทำไมไม่มีใครเห็นใจฉันเลย ฉันเป็นลูกที่ดีหรือเปล่า ฉันอกตัญญูหรือเปล่า ฉันเป็นแม่ที่ดีหรือเปล่า ฉันเป็นสามีที่ดีพอหรือยัง มัน rivet กลับไปที่บ้าน คือเขาอาจจะเครียดเรื่องอื่นกลับมาก็ได้ แต่พอเราค่อย ๆ คุยกับเขา ใน active listening นั้น เราสามารถเห็นภาพชัดขึ้นเลยว่ามันสะสมมาจากที่บ้าน แล้วแบบเป็น People Pleaser หรือเปล่า หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือเปล่าจากที่บ้าน เพราะว่าที่บ้านไม่ยอมรับ มันเลย fascinate มากว่า แต่ละประเทศก็มีธีมของการเจอปัญหาไม่เหมือนกัน ความกดดันในครอบครัว ทำดีพอหรือยัง ถูกมองเห็นหรือเปล่า เป็นเดอะแบกแล้วรู้สึกว่าคนอื่นไม่เห็นแล้วคนอื่นไม่เข้าใจ พี่วู้ดดี้ เขื่อนเจอคนนึงใน active listing จุดพักใจ รู้สึกพูดแล้วก็แบบน้ำตามา คือเหมือนเขาให้แบบโอกาสเขื่อนได้เห็นชีวิตเขาแบบลึก ๆ เข้าไปเร็ว ๆ 50 นาทีที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีก 50 นาที เราจะมีโอกาสได้เจอเขาอีกครั้งหรือเปล่า”

“บางทีเราก็อยากรู้ว่าเราจะได้เจอเธออีกไหม เราจะได้คุยอีกไหม เราจะได้กอดกันอีกครั้งต่อไปเมื่อไหร่ หลาย ๆ ครั้งส่วนใหญ่คือการแค่ฟังเขาเลย เพราะว่าเราอาจจะเป็นที่ที่เดียวที่เขาไม่สามารถไปบอกใครได้ว่า ฉันรู้สึก ฉันไม่ดีพอ ฉันเหนื่อย ไม่ไหวแล้ว เราอาจจะเป็นที่เดียวที่เขาสามารถมาระบายได้ เพราะฉะนั้นหลายครั้งเราอาจจะแค่ I just shut up เราแค่นั่งเงียบ ๆ แล้วบอกเขาเลยว่าไม่ต้องขอโทษที่จะร้องไห้ ไม่ต้องขอโทษหรือรู้สึกผิดที่พูดมามันจะหนักเกินไป ตอนนี้หน้าที่ของยูคือระบาย หน้าที่ของไอคือฟัง ถ้าเราเซตกันแล้วเรามาเริ่มกัน อันนี้คือส่วนใหญ่ แต่ถ้าหลายครั้งเลยที่เราเจอบ่อยก็คือหลาย ๆ คนไม่กล้าเลือกตัวเอง เพราะกลัวว่าการเลือกตัวเองก่อนจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น เลือกตัวเองคือช่วยคนอื่นก่อน ช่วยป้าข้างบ้าน ช่วยคุณแม่ ช่วยทุกคนก่อน ซึ่งเขารู้สึกว่าการช่วยคนอื่นก่อนมันเป็นเรื่องที่ดี Empathy is the best thing you can have เป็น good passive skill มาก แต่เมื่อ you empathy เพราะว่า you เป็น people pleaser จน empathy you มันทุกอย่าง energy จนหมด เพื่อที่จะให้คนอื่นยอมรับยู ให้ยูรู้สึกว่าตัวเองดีพอ อันนั้นคือวันที่ต้องกลับมาเลือกตัวเองก่อนว่าฉันไม่ไหว ฉันช่วยเธอไม่ไหวแล้ว ขอกลับไปเติมพลังให้ตัวเองก่อน ตอนนี้ปัญหาของการที่คนไม่สามารถเลือกตัวเองได้ก่อนค่อนข้างเยอะ ก็จะดึงเขากลับมาว่าแบบ ครั้งนี้มันยากนะ แต่ว่าเลือกตัวเองให้ได้ก่อน”
“คนกลัวว่าถ้าเกิดคนรู้ว่าฉันไปหาจิตแพทย์ กลัวคน judge ว่าฉันเป็นบ้าหรือเปล่า พึ่งพาไม่ได้หรือเปล่า คือเรากลัว เขื่อนอยากให้เป็นแบบเหมือนที่เขื่อนทำงานที่ NGO ที่อังกฤษอย่างงี้ คือมองเลยว่า ฉันหิวข้าว ฉันก็ไปร้านอาหารตามสั่ง ฉันปวดฟันฉันก็ไปทำฟัน ไปหาหมอฟัน ฉันเจ็บคอฉันก็ไปหาหมอหูคอจมูก ฉันไม่สบายใจฉันก็ไปหาคนรับฟัง ไปหาจิตแพทย์ มองให้มันง่ายแค่นี้เลย ว่ารู้สึกอย่างงี้ก็ไปหาคนคุย ไปเอาออก เขื่อนเป็นนักจิตบำบัดตอนนี้เข้าปีที่ 7 ตอนที่เป็นนักเรียนเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด เขาบังคับให้นักจิตบำบัดฝึกหัดทุกคน เจอนักบำบัดส่วนตัวอาทิตย์ละครั้ง ครั้งนึงชั่วโมงละ 4,000 บาท เดือนนึงต้องเจอ 4 ครั้ง ปีหนึ่งต้องเจอ 48 ครั้ง แปลว่าเดือนหนึ่งเขื่อนมี fix cost ประมาณ 17,000 โดยที่แบบยังไม่ได้ออกไปดื่ม ออกไปเที่ยวเลย ไม่รวมค่าเทอม แค่เจอนักจิตบำบัดเพื่อที่จะเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด 17,000 ต่อเดือน แล้วเจอมาอย่างนี้ประมาณ 5-6 ปี ตอนแรกไม่เข้าใจ รู้สึกว่า this is a waste of money แบบเปลืองเงินมาก คือถ้าเจอแบบ 6 เดือนแล้วแบบโอเค แต่นี่ยูบังคับให้เจอ 48 ครั้ง 7 ปี อย่างงี้ คูณไปนี่มันคือเงินแบบ 600,000-700,000 พอมันผ่านกระบวนการ process มาแล้ว พอเราออกมาทำงาน เรามาเข้าใจเลยว่า this is the best thing that I can give myself เป็น service ที่ดีมากคือไม่ต้องรอไม่สบาย หรือไม่ต้องรอให้มีเรื่องที่ไม่ดี เราเอาอะไรเข้ามาเราก็ไปเอาออก อันนี้ในมุมเขื่อน เพราะงั้นอยากมองว่าแบบถ้าเรามีเรื่องแบบกังวลใจ แล้วรู้สึกว่าเราปลดล็อกตัวเองไม่ได้ แล้วแบบเรากลัวว่าถ้าเกิดเราเล่าให้เพื่อนฟังหรือคนที่บ้านฟังไปแล้วเรารู้สึกไม่ปลอดภัย ลองไปเจอนักจิตบำบัดดู ลองไปเจอนักจิตวิทยาคลินิกดู เจอจิตแพทย์ดู เดี๋ยวเขาบอกเราเองว่ามันมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า คือบางทีเราหันไปหาเพื่อน เธอ ๆ ฉันแบบเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เช้า กลางวัน เย็น เพื่อนยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนจะกินอะไร แล้วเพื่อนจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า ภาวะซึมเศร้าหรือว่าโรคทาง mental health ของแต่ละคนมันหน้าตาไม่เหมือนกัน หนังสือที่บอกว่ามันอาจจะมีอาการอย่างนี้ แต่ในแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางคนเป็นคนที่นอนง่าย ช่วงนี้เริ่มนอนยาก เริ่มผิดปกติและสังเกตตัวเอง บางคนเป็นคนนอนไม่ได้ ช่วงนี้ไม่อยากตื่น ตื่นมาแล้วอยากตาย ไม่อยากทำอะไรเลย หรือเคยเป็นคนกินข้าวอร่อย กินไม่ได้ หรือเป็นคนที่ไม่ปกติ ไม่ค่อยมี food calving กินได้ไม่หยุด ความสุขมาจากการกินอย่างเดียว เราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าช่วงนี้เราเปลี่ยนไป เรารู้จักตัวเองดีที่สุด ไม่ต้องไปขอถามใครว่ารู้สึกผิดหรือรู้สึกถูก แล้วเดี๋ยวนักจิตเขาจะบอกเราเองว่าจากนี้ไปทำอะไรต่อดี”
เขื่อน เล่าต่อว่า “เขื่อนว่ามันจะไม่แฟร์เลยถ้าเอาใครเป็นตัวอย่าง เขื่อนขออนุญาตใช้ตัวเองเป็นเคส study แล้วกัน เขื่อนก็เป็นเด็กอายุ 13 ที่สมองส่วนหน้า forebrain lope ยังพัฒนาไม่เสร็จเลย เราก็ถูกจับโยนเข้าไปในโลกวงการบันเทิงค่อนข้างเร็ว เด็กอายุ 13 ไปอยู่ในสื่อ เรารู้สึกว่าชาวเน็ตเขารู้จักเราเยอะกว่าที่เรารู้จักตัวเองอีก พอออกมาคนก็จะพูดเลยว่า คนนี้มันโกหก มันแอ๊บแมน มันเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เรายังงงอยู่เลยว่าคอนเซปต์ว่าแบบ ตอนนั้นในวัย 13 เราชอบแค่ไหน เราชอบอะไร ชอบใคร เราไม่รู้จักตัวเอง แต่ทำไมเรารู้สึกว่าทุกคนรู้จักเราไปหมดเลย แล้วเราอยู่ในบ้าน บ้านเขื่อนเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ เรารักกัน อยากเป็นอะไรเป็น ทำอะไรทำ แต่พอออกมาข้างนอกแล้วแบบทำไมโลกมันใจร้ายจัง ทำไมทุกคนดูแบบเอาความทุกข์ตัวเองมาโยนใส่คนอื่น อันนี้ก็พูดตอนโตแล้ว พอเรา 13 เราออกมาแล้วเราโดนคนรุมหนักมาก ใน K-OTIC โดนชมหมด แล้วพี่ ๆ เรา 4 คน เรารักพี่เรามาก พี่เรา 4 คน คือ protect เรามาตลอด แต่เราเห็น แต่ก่อนในเว็บไซต์ต่างๆ คอมเมนต์ เราเห็นแล้วว่าพี่ ๆ 4 คนถูกชม แล้วเราเป็นจุดด่างดำของวง ว่าเราเป็น LGBT ซึ่งเรายังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ทีนี้สมองส่วนหน้าที่ยังพัฒนามันก็ค่อย ๆ บอกเลยว่า ไม่ดีพอ ไม่คู่ควร ไม่ควรอยู่ตรงนี้ หลอกตัวเอง อย่าอยู่ อย่าทำ เราก็รู้สึกแล้วว่าเราไม่ดีพอ กลายเป็นว่าเด็กวัย 13 เข้าสู่ 14 เราเป็นเหมือนเป็ด ผิวสวย เราลอยอยู่บนน้ำนิ่ง ๆ แต่ว่าเท้าเราคือตะกาย ๆ ในวันนั้นก็คือเขื่อนรู้สึกว่าเขื่อนเป็นจุดดำของวง แล้วเราไม่รู้ว่าเรื่องนี้คุยกับคนอื่นได้หรือเปล่า ก็เคยเห็นคนอื่นที่เขาเปิดตัวแล้วทัวร์ลงเขา ฉันก็ไม่พูดสิ ฉันเห็นตัวอย่างแล้วว่าคนอื่นพูดไม่ได้ ฉันพูดฉันก็โดนสิ แล้วก็ท่องเลยว่าถ้าเราไม่ดีพอ เราจะแก้โจทย์ยังไง ฉันเป็นแค่ 30% เอาที่เหลือมาถม เป็นเด็กที่ไม่เหนื่อย ป่วยก็ทำงาน เขื่อนจะเป็นคนที่แบบยิ้มแย้มแจ่มใส เฟรนด์ลี่ ทำงานเก่ง ขยัน ถ้าเรียนก็ต้องเรียนทุน เป็นเด็กดีของที่บ้าน คือทุกอย่างเรารู้สึกว่าเราจะเป็น Control Freak เราจะเป็น Perfectionist ทุกอย่างมันต้องปลอดภัย เพราะว่าฉันกลัว กลัวว่าคนจะมาเห็นรอยร้าวว่าฉันจะไม่ดีพอ ทีนี้ปัญหามันคือเราไปติด Dopamine Hit ว่าเราสามารถหลอกตัวเอง แล้วก็หลอกคนอื่นได้ตลอดไป จนถึงขั้นที่ว่ารีบมีแฟน ต้องมีแฟน ไม่เคยไม่มีแฟน เพราะรู้ว่าถ้าไม่มีแฟนแปลว่าไม่ดีพอ ก็ต้องมีแฟน ต่อให้แฟนจะ Toxic ก็จะอยู่ เพราะรู้สึกว่ายอมอยู่กับแฟน Toxic ดีกว่าไม่ถูกรัก เพราะเราต้องการให้คนมาเติมเต็มฉัน ต่อให้เธอจะชกหน้าฉันแล้วกะโหลกเคลื่อนฉันก็เลือกจะอยู่ เพราะว่าการไม่มีเธอ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ดีพอ เรายอมอยู่ใน Toxic relation จนไปถึงแบบรู้สึกว่าถ้าเรารีบแต่งงาน รีบจบปริญญาเอก เรารู้สึกว่า ถ้าฉันทำอะไรเหล่านี้ได้ ถ้าฉันทำได้ทุกอย่างที่เป็นติ๊กบล็อกพวกนี้ ทุกคนจะต้องรักฉันและยอมรับฉันแน่เลย จนถึงวันที่หย่า ในวันที่ตัดสินใจหย่า ตอนนั้นชีวิตยากมาก เพิ่งเข้าปริญญาเอกได้ มันก็เป็นความฝัน จนตอนนี้เหลือแค่ defense paper แล้ว เพิ่งเป็นนักจิตบำบัดฝึกหัด แล้วถูกส่งไปแผนกจากลา bereavement เราแบบทำงานยังไง ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย เพิ่งเดินออกมาจากชีวิตคู่ตัวเอง แล้วต้องมาฟังตรงนี้ เราจัดการตัวเองยังไง ก็เลยนักจิตบำบัดจะมี supervisor ของตัวเอง เป็นที่ปรึกษาเราอีกทีหนึ่ง”
“เขาเลยบอกเขื่อนว่ายูเขียนให้ไอดูหน่อยว่าอันนี้ฝั่งซ้าย ยูทำให้สังคม ที่แปลว่ายูทำให้คนที่เขาไม่อยากเข้าใจยูมาเข้าใจ กับฝั่งขวายูทำให้ตัวเองจริง ๆ ที่ยูมีความสุข มันไปอยู่ฝั่งทำเพื่อ People Pleaser หมดเลย ฝั่งที่ทำให้ตัวเองทุกวันนี้ยังจำไม่ได้เลยว่าในนั้นมีอะไรบ้าง อันนั้นคือวันที่เขื่อนลุกขึ้นมาเลยแล้วบอกว่าต้องรักตัวเองแล้ว เพราะตอนนี้ให้คนอื่นจนไม่รักตัวเองแล้ว แล้วก็ค่อย ๆ กลับมาถามว่าการรักตัวเองคืออะไรสำหรับเขื่อน ก็ค่อย ๆ เติมมา จนทุกวันนี้ไปได้ประมาณ 95% แล้วกัน ก็มีบางวันที่ตื่นมาแล้วก็ไม่รักตัวเอง บางวันก็ 90 แต่ว่าค่าเฉลี่ยแล้วมัน 95 วันไหนมันดีมันคือกำไร แล้ววันไหนไม่ดีก็แค่เริ่มใหม่ แล้วมันต้องมีวันที่เป็นวันของเราสิแต่มันต้องเริ่มจากที่เราก่อนนะว่าเราชอบตัวเองได้ 100% ก่อน ถ้าเกิดเราเป็นเหมือนเขื่อนที่แบบเป็นแค่ 30% เราต้องเอา 7 ภายนอก เราก็ไปอยู่ใน Toxic relation มีเพื่อนที่จะเอาเปรียบเรา ต้องกลายเป็นเครื่องจักรที่ต้องมีประโยชน์คนถึงจะรักเรา ต้องแบบให้คนชมเรา เราถึงจะดีพอ ตื่นมาแล้วหายใจแล้วบอกว่า I am enough ไม่สามารถทำได้ รู้สึกว่าต้องมีผลงาน ต้องมีเครดิต ต้องมีคนชม ต้องมีอะไรสักอย่างที่แบบบอกว่าฉันดีพอ ถึงจะรู้สึกว่า I am enough ได้ ทุกวันนี้แค่ตื่นมาแล้วหายใจ แล้วแฟนชงมัทชะให้กิน รู้สึกว่าชีวิตนี้โคตรดีใจเลย ชีวิตนี้ดีมากเลย แต่ก่อน grateful เรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย แต่ก่อนรู้สึกว่า I have to be better, I have to be perfect ถ้าฉัน Perfect จะไม่มีใครจับได้ว่าฉันไม่ดีพอ ทุกวันนี้ตื่นมาแค่หายใจก็ดีใจแล้ว มีความสุข”




