แล้วประเทศไทยควร “จำกัดการเข้าถึงโซเชียลของเยาวชน” ได้แล้วหรือยัง? คำถามนี้หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามขึ้น ทั้งผู้ปกครอง ครู และนักวิชาการต่างๆ เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่า ผู้กระทำความผิด และ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ก็มีจำนวนไม่น้อย และถึงแม้การเข้าถึงสื่อวีดิทัศน์ในไทย จะมีการจำกัดอายุผู้ชม แต่ก็ไม่สามารถจำกัดได้จริง

“ชุมชนเมือง-เดลินิวส์” สอบถามความเห็นเรื่องดังกล่าวกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ถึงการจำกัดการเข้าโซเชียลมีเดียในเยาวชนไทย ซึ่งนายชัชชาติ ระบุว่า โซเชียลมีเดียก็เหมือนดาบสองคม ความจริง กทม. เริ่มก่อนที่ไม่ให้เด็กใช้มือถือในห้องเรียนในช่วงเวลาเรียน ซึ่งก็ควรที่จะต้องประเมินให้ดีเช่นเดียวกันว่า พฤติกรรมเด็กเข้าโซเชียลมีเดียแล้วเป็นอย่างไร แต่ หัวใจสำคัญต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก ให้เด็กมีภูมิคุ้มกันกับตัวเองด้วย ถึงแม้เราจะมีการห้ามไม่ให้เข้าโซเชียลมีเดีย แต่เด็กก็อาจจะไปหาวิธีอื่นในการล็อกอินเข้าไปดูได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญ คือจะทำอย่างไรที่จะ สร้างภูมิต้านทาน เราไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคหรือแหล่งโซเชียลมีเดียที่ไม่ดีได้ แต่ ถ้าเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก ไม่ว่าเชื้อโรคอะไรมาก็จะยังพอมีภูมิต้านทานได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นตัวหนึ่งที่เสริมสร้างเรื่องการสร้างภูมิต้านทานในห้องเรียน ให้ความรู้กับเด็กว่าอะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร เพราะถ้าเด็กมีวิจารณญาณก็จะทำให้ความเสี่ยงน้อยลง แต่ถ้าหากเราจะบอกว่าจำกัดการเข้าเลย อาจจะต้องมีการคิดให้ละเอียดรอบคอบอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่า “การให้ภูมิต้านทานกับเด็กเป็นสิ่งสำคัญ” เพราะว่าเราไม่สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด แต่เราสามารถติดตั้งภูมิต้านทานให้เขามีความเข้มแข็งขึ้นได้

ส่วนนโยบาย การเก็บมือถือของ กทม. นั้น เราไม่ได้ห้ามเล่นโซเชียลมีเดีย แต่เป็นการให้เด็กใช้ในเวลาในห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ในการอยู่กับบทเรียน อยู่กับเพื่อน ใช้ชีวิตเรียนรู้ ดังนั้น จึงอาจจะไม่ใช่มิติเดียวกัน เพราะเด็กกลับไปก็ไปเล่นโซเชียลมีเดียที่บ้าน ดังนั้นจึงอาจเป็นคนละมิติกัน แต่ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งได้เมื่อเด็กมีกิจกรรมอื่นทำ ชีวิตก็จะไม่อยู่กับโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่ถ้าหาติดโซเชียลมีเดียทั้งวัน ก็อาจจะเกิดความคุ้นเคยจนขาดไม่ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกให้อยู่ห่างจากโซเชียลมีเดียก็อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เราควบคุมการใช้ได้ดีขึ้น อาจจะเป็นคนละเรื่อง แต่ก็มีประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่

สำหรับข้อดีของการเก็บโทรศัพท์มือถือในอนาคต กทม. จะมีขยายให้เป็นนโยบายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นายชัชชาติ ระบุเพิ่มว่า อาจจะต้องดูผลตอบรับว่าได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผลการเรียนดีขึ้นหรือไม่ ส่วน เรื่องของการไม่ให้เข้าโซเชียลมีเดียเลยนั้น อาจจะต้องเป็นภาพรวมของประเทศ เพราะเราจะทำเฉพาะท้องถิ่นเองคงทำไม่ได้ เพราะเว็บเป็นทั่วประเทศเหมือนกับลงทะเบียนทั้งประเทศคงต้องเป็นภาพใหญ่ 

สำหรับการเก็บมือถือของเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่งนั้น เป็นมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในโรงเรียนสังกัด กทม. ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น ซึ่งมาตรการนี้มีกำหนดใช้ในปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป

โดยโครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1.การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย : สนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง

2.สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม : กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ

และ 3.ความปลอดภัยทางไซเบอร์ : สร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อ ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว รวมทั้งยังมีการกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็น หรือสามารถติดต่อขอมือถือจากครูเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ได้อีกด้วย  โดยก่อนหน้า กทม. ได้ทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมปลาย เน้นความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง  

ซึ่งจากผลการทดลองเบื้องต้นพบว่า ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูงขึ้น นักเรียนตั้งใจเรียนขึ้น ลดภาระการดูแลการบ้าน นักเรียนมีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น มีความรับผิดชอบในการดูแลรักษาโทรศัพท์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดหากล่องเก็บพร้อมกุญแจ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามได้ดี ขอใช้มือถือในช่วงพักบ้าง ไม่กังวลเรื่องสูญหายหรือชำรุดเพราะเก็บในที่ปลอดภัย มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ใช้เวลาพักทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การสนทนา หรือเข้าห้องสมุด และกิจกรรมอื่น ๆ

ทั้งนี้ มีรายงาน UNESCO GEM ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเด็ก ดังนี้ 

• ปี 2024 มีคำใหม่ใน Oxford Dictionary เช่น “doomscrolling” และ “brain-rot” สะท้อนปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปจากอัลกอริทึมของ AI

• รายงาน UNESCO GEM 2023 ชี้ว่า เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ได้ เฉพาะในบางบริบทและเมื่อใช้เหมาะสม แต่การใช้มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อการเรียน

• สมาร์ตโฟนในห้องเรียนสามารถรบกวนการเรียนรู้

• งานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา พบว่าโทรศัพท์มือถือทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียน

• เพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน ก็ทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ

• เมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลาถึง 20 นาที กว่านักเรียนจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง

• การนำสมาร์ตโฟนออกจากโรงเรียน ใน เบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่า ผลลัพธ์การเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำ

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน