ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño-Southern Oscillation) เป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ในปัจจุบัน ความร้อนจากก๊าซเรือนกระจกทำให้ปรากฏการณ์ดังกล่าวรุนแรงขึ้น จนกลายเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño)
โดยการวัดความรุนแรง จะดูจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเป็นหลัก หากสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ +2.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงมาก ซึ่งระดับนี้จะทำให้ ‘ลิ้นน้ำเย็น’ ในมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป และเปิดทางให้ความร้อนสะสมถูกปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศมากขึ้น
สาเหตุสำคัญมาจากการที่ลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่เคยกองอยู่ฝั่งหนึ่งของมหาสมุทร ไหลย้อนกลับมากระจายตัว ส่งผลให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นเป็นวงจรต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ใต้ผิวน้ำยังมีคลื่นความร้อนที่เรียกว่า ‘เคลวิน เวฟ’ (Kelvin Wave) ซึ่งทำหน้าที่พาความร้อนที่อยู่ลึกในมหาสมุทรเคลื่อนที่ขึ้นมาใกล้ผิวน้ำ ทำให้น้ำทะเลยิ่งอุ่นขึ้น และยิ่งเสริมให้เอลนีโญทวีความรุนแรงมากขึ้น
ปี 2569 จุดเสี่ยง
แบบจำลองพยากรณ์ภูมิอากาศ รุ่นที่ 2 (CFS.v2) และแบบจำลองของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางยุโรป (ECMWF) ประเมินว่า มีโอกาสมากถึง 62% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 และมีโอกาสจะพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปีกว่า 25%
สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น คือการที่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบนฐานอุณหภูมิที่สูงอยู่แล้วจากภาวะโลกร้อน แม้ค่าความเบี่ยงเบนของอุณหภูมิจะใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในอดีต แต่ระดับความร้อนจริงในระบบกลับสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้น
หากย้อนดูในอดีต ซูเปอร์เอลนีโญเคยสร้างผลกระทบรุนแรงมาแล้ว เช่น ช่วงปี 2540-2541 ที่กระทบเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก และปี 2558-2559 ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สถานการณ์ในปี 2569-2570 มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ผลกระทบลุกลามทั้งระบบ
ซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้กระทบแค่สภาพอากาศ แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ ในด้านสิ่งแวดล้อม ป่าอเมซอนเผชิญภัยแล้งรุนแรง เมื่อความชื้นในดินต่ำกว่า 32% จะทำให้ต้นไม้ตายเพิ่มขึ้นถึง 55% และอาจเปลี่ยนจากแหล่งดูดซับคาร์บอนเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแทน ขณะเดียวกัน แนวปะการังทั่วโลกกว่า 84.4% กำลังเผชิญกับความร้อนจนเกิดการฟอกขาว
ด้านเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารยุโรป (ECB) ประเมินว่า ราคาอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ภายใน 6-12 เดือน เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรลดลงจากภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวน นอกจากนี้งานวิจัยจากวิทยาลัยดาร์ทมัธ สหรัฐฯ ยังชี้ว่า ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้จบแค่ช่วงที่เกิดเหตุ แต่ยังทิ้งร่องรอยทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยประเทศในเขตร้อนอาจมีขนาดเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพราว 10% แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว เนื่องจากความเสียหายสะสมทั้งด้านผลผลิต แรงงาน และการลงทุนที่ฟื้นตัวได้ช้า
ในด้านสุขภาพ อุณหภูมิที่สูงขึ้นเอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคจากยุง เช่น ไข้เลือดออกและซิก้า โดยจำนวนผู้ป่วยสามารถเพิ่มขึ้นได้ราว 2.5-28% ในปีที่เกิดเอลนีโญรุนแรง
ขณะเดียวกัน ความร้อนยังส่งผลต่อหญิงตั้งครรภ์โดยตรง โดยพบว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก +1 องศาเซลเซียส จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเครียดของทารกในครรภ์ถึง 17%
ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2569-2570 จึงเสมือนสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และความอยู่รอดจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของทุกภาคส่วน หากปรับตัวได้ทัน วิกฤตนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว



