28 เม.ย. นี้ จะมีการประชุม คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นที่จับตาอีกครั้ง เนื่องจากจะมีการโหวตเลือกตั้ง “ประธาน ส.อ.ท.” คนใหม่ คนที่ 17 วาระ 2 ปี (ปี 69-71) แทน “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ที่หมดวาระไปแล้ว หลังจากที่ผ่านมาเกิดความวุ่นวาย มีข้อร้องเรียนผลการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กส. ในวันที่ 30 มี.ค. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่
โดยมีผู้แทนสมาชิก ส.อ.ท. ได้เดินสายยื่นหนังสือถึง รมว.อุตสาหกรรม ขอให้พิจารณาใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อกำกับดูแล หรือสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงพิจารณาการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย และธรรมาภิบาล โดยมี ผอ.กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือ รวมทั้งได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ (กกร.) เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาการเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” โดยระบุว่า เพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาล
ด้าน “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ประเด็นดังกล่าวตนมองว่า ไม่ใช่อำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นการเลือกตั้งภายในของ ส.อ.ท.เอง ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์ของเขา มีพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2530 ของเขาเอง ไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องเข้าไปยุ่ง หรือไปแทรกแซงได้
สำหรับ ขั้นตอนการโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ จะมีกรรมการสภาที่มีสิทธิโหวตเลือก รวม 372 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
- กรรมการสภาที่ได้รับการเลือกตั้งในวันที่ 30 มี.ค. จำนวน 248 ราย
- ประธาน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม
- ประธานสภาอุตสาหกรรมทั้ง 76 จังหวัด
ซึ่งจะมีการนับคะแนน และรู้ผลการเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ในวันที่ 28 เม.ย. เลย หลังจากนั้นจะมีการส่งมอบงานให้คณะกรรมการ ส.อ.ท.ชุดใหม่ต่อไป
ทั้งนี้คาดว่า “พิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล” รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ และกรรมการบริหาร กลุ่มสิทธิผล แคนนิเดตผู้สมัครประธาน ส.อ.ท. จะได้รับเลือกเป็น ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ และหากได้รับเลือกจะเป็น ประธาน ส.อ.ท.หญิงคนแรกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่มีการก่อตั้งมา
แต่ก็ต้องจับตาว่า “พิมพ์ใจ” จะมีคู่แข่งที่จะมาแทน “อภิชิต ประสพรัตน์” รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี อีกหนึ่งในแคนนิเดตที่ลงสมัครเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.หรือไม่ หลังจาก “อภิชิต” ไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการสภา จึงทำให้ไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ได้
แหล่งข่าวจากหนึ่งในกรรมการสภาที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาครั้งนี้ ระบุว่า ไม่น่ามีกรรมการสภารายอื่นเสนอตัวเข้ามาแข่งขัน หรือหากมีกรรมการสภารายอื่น เสนอตัวมาเป็นคู่แข่ง ก็ยังเชื่อว่า “พิมพ์ใจ” จะได้รับการโหวตเลือกเป็นประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ส่วนใหญ่สนับสนุน “พิมพ์ใจ” และเชื่อว่า การโหวตเลือกครั้งนี้ จะไม่เป็นโมฆะแบบที่มีการยื่นข้อเรียกร้องกัน เพราะขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของสภาตรวจสอบได้ ยืนยันว่า มีความโปร่งใส
นอกจากนี้ผลการเลือกตั้งกรรมการเลือกตั้งสภา ทั้ง 248 ราย ในวันที่ 30 มี.ค. ก็มีการเซ็นชื่อรับรองผลการเลือกตั้งอย่างถูกต้องแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่า การโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.ครั้งนี้ จะเป็นโมฆะได้อย่างไร แต่ก็ต้องติดตามต่อไปว่า จะมีการร้องเรียนอะไรอีกหรือไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะปกติหากแคนนิเดตฝั่งไหน ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นกรรมการสภา หรือเห็นแล้วว่า คะแนนค่อนข้างแพ้ขาด ก็จะเป็นที่ยอมรับของอีกฝ่าย แบบการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้การโหวตเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ ดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่ครั้งนี้กลับมีการร้องเรียนในประเด็นต่างๆ นานา
ด้านแหล่งข่าวจากสมาชิก ส.อ.ท. กล่าวว่า ฝ่ายเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นเกี่ยวกับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการเสนอชื่อกรรมการเพิ่มเติมจากที่ประชุมในจำนวนมากอย่างผิดปกติ ซึ่งขณะนี้ต้องรอผลการพิจารณาจากองค์กรต่างๆ ที่มีผู้แทนสมาชิก ส.อ.ท. ได้ไปยื่น เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม, คณะกรรมการ กกร. เชื่อว่า วันที่ 28 เม.ย. จะมีความคืบหน้าผลการตรวจสอบเสนอที่ประชุมพิจารณา ก่อนมีการโหวตเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.คนใหม่
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือได้ว่ามีความวุ่นวายที่สุด ตั้งแต่ช่วงแรก โดย “พิมพ์ใจ” ได้ประกาศลงสมัครคัดเลือกเป็นประธานส.อ.ท. แทน “ชนะ ภูมี” รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ที่ประกาศถอนตัวกะทันหัน ก่อนการเลือกตั้งกรรมการสภาเพียง 3 วันเท่านั้น โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญ “ชนะ” ระบุว่า กระบวนการแข่งขันครั้งนี้ มีการบิดเบือนข้อมูล ใส่ร้าย และลดทอนความน่าเชื่อถือ ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการพาดพิงไปถึงองค์กร จนมีความเสี่ยงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ จึงขอถอนตัว และยืนยันการถอนตัวไม่ได้เกิดการยอมรับข้อกล่าวหา แต่ตัดสินใจบนหลักการ เพื่อปกป้ององค์กร



