“การพัฒนาผ้าไทยต้องรักษาอัตลักษณ์ ควบคู่การตอบโจทย์ตลาดโลก และความยั่งยืน”

พระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “โครงการสร้างการรับรู้ และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านการยกระดับ และพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้า และงานหัตถกรรมไทยตามพระดำริ” (จุดดำเนินการที่ 4) โดยมี นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ประกอบการ และเยาวชน เข้าร่วมกว่า 300 คน ณ ไอคอนสยาม

โครงการดังกล่าวน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และแนวคิด Sustainable Fashion ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ มาเป็นแกนหลักในการยกระดับผ้าไทย และงานหัตถกรรมไทย ให้สามารถก้าวทันบริบทโลก ทั้งด้านดีไซน์ การตลาด และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานมีการจัดแสดงพระกรณียกิจด้านการพัฒนาผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านนิทรรศการองค์ความรู้ ลายผ้าพระราชทานปี 2569 อาทิ “ผ้าลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” รวมถึงผลงานจากผู้ประกอบการ ที่นำพระดำริไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

แนวพระดำริที่ว่า “การพัฒนาต้องไม่ทิ้งรากเหง้า แต่ต้องต่อยอดให้ร่วมสมัยและยั่งยืน” ถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป (Coaching) ตลอดทั้งวัน โดยผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างแบรนด์ผ้าไทยสู่ตลาดสากล การออกแบบตามเทรนด์แฟชั่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การผลิตเส้นใย และการย้อมสีธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG) ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย มุ่งยกระดับผู้ประกอบการผ้าไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เราต้องทำให้ผ้าไทยไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดโลก สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว

ทั้งนี้ พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ไม่เพียงมุ่งเน้นการอนุรักษ์ แต่ยังทรงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านแฟชั่นและสิ่งทอ อาทิ การจัดทำ Thai Textile Trend Book และการผลักดันแนวคิด Sustainable Village ที่สอดคล้องกับหลักการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

บทบาทของพระองค์ในเวทีนานาชาติยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยได้รับการยกย่องจาก UNESCO ในด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สะท้อนถึงศักยภาพของผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยในระดับโลก

ในช่วงท้าย ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ในการขับเคลื่อนพระดำริสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยระบุว่า “จุดแตกหักอยู่ที่จังหวัด” หากสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และส่งเสริมให้ประชาชนนำไปใช้ได้จริง จะก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย แต่ยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ให้เติบโตบนความเป็นไทย ควบคู่กับความทันสมัย และความยั่งยืนในเวทีโลก