นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ได้กำชับให้ ขร. กำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และเร่งขยายผลมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ยืนยันว่าเป็นมาตรการที่ประชาชนจะได้รับความคุ้มค่ามากกว่ามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางมากกว่า 2 เที่ยว จะได้กำไรทันที อย่างไรก็ตามการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะต้องช่วยลดค่าครองชีพในการเดินทางให้แก่ประชาชน และต้องไม่เป็นภาระงบประมาณมากเกินไป

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน จะทำได้ต่อเมื่อมีการผลักดันเรื่องการจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสายให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อน จากนั้นจึงจะเจรจากับผู้รับสัมปทานทั้ง 2 ราย ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งต้องเจรจาไม่พร้อมกัน เพราะแต่ละสายมีกำหนดสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทานไม่เท่ากัน รายละเอียดการเจรจาจะแตกต่างกัน

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดี ขร. กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ตั้งเป้าหมายที่จะให้สามารถใช้มาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ทุกสายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 แต่เนื่องจากบางสายต้องมีการเจรจากับผู้รับสัมปทาน ทำให้อาจต้องใช้เวลา ดังนั้นทำสายใดได้ก่อนจะทำก่อน ซึ่งการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ไม่ได้หมายความว่า รัฐจะนำงบประมาณ 1.4 แสนล้านไปใช้ซื้อคืน รวมทั้งไม่ใช่การกู้เงินไปซื้อคืนรถไฟฟ้าด้วย เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับเพดานหนี้สาธารณะ แต่จะปรับรูปแบบสัญญาเปลี่ยนจาก PPP Net Cost ที่เอกชนลงทุนระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ รวมทั้งจัดเก็บรายได้ เป็น PPP Gross Cost รัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด รวมถึงจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถ และซ่อมบำรุง ซึ่งค่าโดยสารรัฐจะเป็นผู้กำหนด เนื่องจากต้องการให้ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาถูก ทั้งนี้ตัวเลข 1.4 แสนล้านบาท เป็นเพียงตัวเลขประเมินมูลค่าทรัพย์ของรถไฟฟ้าที่มีสัญญาสัมปทาน ไม่ใช่วงเงินที่จะไปซื้อคืน 

เบื้องต้น ขร. จะเสนอเรื่อง Single Ownership ให้คณะกรรมการนโยบายขนส่งทางราง ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธาน พิจารณา ในวันที่ 30 เม.ย.2569 จากนั้นคาดว่าประมาณเดือน พ.ค.2569 จะสามารถเสนอ Single Ownership และเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายลดค่าครองชีพการเดินทางของประชาชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้ ครม. พิจารณาได้ หากเห็นชอบจะเสนอเรื่อง Single Ownership ต่อคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณา เพื่อให้คณะกรรมการตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ไปเจรจากับผู้รับสัมปทานต่อไป ทั้งนี้ Single Ownership เป็นการโอนอำนาจในการเก็บค่าโดยสาร และโอนภารกิจการจ่ายค่าจ้างเดินรถ มาให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการ ไม่ใช่เป็นการโอนทรัพย์สิน และจะมีการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนจาก PPP Net Cost เป็น PPP Gross Cost เพื่อจ้างเอกชนรายเดิมเดินรถต่อไป

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ขร. อยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นโซน เบื้องต้นจะจัดเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง (จำนวนสถานี) โดยเป็นแบบเหมาจ่าย (บุฟเฟ่ต์) เดินทางใกล้ 40 บาททั้งวัน ซึ่งการเดินทางใกล้ คือ การเดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยวต่อวัน และเดินทางไกล 60 บาททั้งวัน เหมาจ่ายราคาเดียว เดินทางได้ไม่จำกัดระยะทาง และจำนวนเที่ยวตลอดวัน ทั้งนี้จะปรับค่าโดยสารขึ้นปีละ 5 บาท เป็นเวลา 6 ปี สูงสุด 90 บาทตลอดวัน สำหรับแนวทางดังกล่าวจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนประมาณเดือน ก.ย.2569 ก่อนสรุปเสนอกระทรวงคมนาคม พิจารณาต่อไป