กฎหมาย ‘EmpCo’ หรือ ‘กฎระเบียบเพื่อการเสริมสร้างอำนาจแก่ผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสีเขียว’ (Empowering Consumers for the Green Transition) กำลังผลักโลกการค้าในสหภาพยุโรปไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นเพียงแนวทางสมัครใจ วันนี้กลายเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริงและมีความเข้มงวดขึ้น โดยไม่เหลือพื้นที่ให้ใช้คำโฆษณาแบบกว้างๆ เหมือนที่ผ่านมา
EmpCo เริ่มประกาศในวารสารทางการของสหภาพยุโรปเมื่อ 6 มีนาคม 2567 และมีผลบังคับใช้ระดับสหภาพตั้งแต่ 26 มีนาคม 2567 ก่อนจะให้แต่ละประเทศสมาชิกนำไปออกกฎหมายภายในให้เสร็จภายใน 27 มีนาคม 2569 และเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบพร้อมกันในวันที่ 27 กันยายน 2569
นั่นหมายความว่า เหลือเวลาอีกไม่ถึง 5 เดือนเท่านั้น ก่อนจะถึงกำหนดบังคับใช้ สินค้าทุกชิ้นที่ยังวางขายในตลาดยุโรปหลังวันดังกล่าว ต้องผ่านเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด หากยังมีคำเคลมที่เข้าข่าย ‘ฟอกเขียว’ ก็จะถือว่าผิดกฎหมายทันที ไม่มีข้อยกเว้น แม้จะเป็นสินค้าที่ผลิตไว้ล่วงหน้าหรือสต็อกไว้ก่อนหน้านั้นก็ตาม
ค่าปรับ-เรียกคืน-แบนตลาด
ณ ขณะนี้ในยุโรป บริษัทขนาดใหญ่เริ่มเร่งตรวจสอบสินค้าแบบยกแผง ทั้งการรื้อฉลากใหม่ ปรับข้อความ และเรียกคืนสินค้า (Product Recall) ที่มีความเสี่ยง
ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทต้องเร่งปรับตัว คือโทษปรับที่เข้มงวดขึ้น โดยค่าปรับสูงสุดอย่างน้อย 4% ของรายได้รวมต่อปีของบริษัทในประเทศที่กระทำผิด หากไม่สามารถระบุรายได้ได้ชัด อาจถูกกำหนดค่าปรับขั้นต่ำ 2 ล้านยูโร นอกจากนี้ยังมีมาตรการยึดรายได้จากสินค้าที่เข้าข่ายฟอกเขียว การตัดสิทธิ์เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และคำสั่งดึงสินค้าออกจากตลาดทันที
เบื้องหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ติดตามและกดดันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Cooperation: CPC) และองค์กรผู้บริโภคยุโรป (BEUC) ซึ่งเพิ่มความถี่ในการแจ้งเตือนและตรวจสอบบริษัทต่างๆ มากขึ้น
คำโฆษณากลายเป็นคดี
ตลอดช่วงปี 2568-2569 หน่วยงานยุโรปเริ่มสร้างบรรทัดฐานใหม่ผ่านคดีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง เพื่อส่งสัญญาณเตือนภาคธุรกิจก่อนถึงเส้นตาย อย่างกรณีแบรนด์แฟชั่นที่ถูกปรับ 1 ล้านยูโร จากการโฆษณาว่าคอลเลกชันมีความยั่งยืนและใช้วัสดุรีไซเคิลในสัดส่วนที่สูง แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานได้จริงในระดับห่วงโซ่อุปทาน
หรืออย่างกลุ่มสายการบิน 21 แห่ง ถูกตรวจสอบและต้องยกเลิกการสื่อสารว่าเที่ยวบิน ‘เป็นกลางทางคาร์บอน’ จากการซื้อเครดิตคาร์บอน พร้อมปรับข้อความโฆษณาใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ในฝั่งเทคโนโลยี ศาลมีคำสั่งระงับโฆษณาสินค้าที่อ้างว่า ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ เนื่องจากอิงกับโครงการปลูกป่าที่ไม่สามารถพิสูจน์ผลในระยะยาวได้ รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ถูกสั่งให้เลิกใช้คำว่า ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด’ เพราะไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบเชิงประจักษ์มารองรับ กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า คำโฆษณาที่เคยใช้ได้ในอดีต วันนี้ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายทันที หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมารองรับ
ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
เมื่อกติกาในยุโรปเปลี่ยน ผลกระทบจึงส่งตรงมายังผู้ส่งออกไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ความยั่งยืนเป็นจุดขาย กลุ่มอาหารและเกษตรแปรรูปต้องเผชิญโจทย์เรื่องนิยามคำว่า ‘ธรรมชาติ’ อย่างเข้มงวด หากสินค้าใช้สารหรือผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม คำว่า Natural จะไม่สามารถใช้ได้ เว้นแต่มีใบรับรองระดับสูง เช่น ฉลากสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU Ecolabel) ขณะเดียวกัน การเคลมคาร์บอนเป็นศูนย์จากการปลูกป่าชดเชยก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
กลุ่มสิ่งทอและแฟชั่นต้องรับมือกับข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ การอ้างว่าใช้วัสดุรีไซเคิลหรือเส้นใยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องมีข้อมูลยืนยันที่ตรวจสอบได้ และยังต้องเตรียมพร้อมสำหรับพาสปอร์ตผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP) ที่จะเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่
ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องระวังกฎหมาย ‘สิทธิในการซ่อม’ (Right to Repair) โดยผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลอายุการใช้งานของซอฟต์แวร์ และต้องไม่ออกแบบสินค้าให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร หากตรวจพบการตั้งใจทำให้สินค้าเสื่อม จะเข้าข่ายผิดกฎหมายทันที
ใครเจ็บหนักที่สุด
แม้ทุกกลุ่มจะได้รับผลกระทบ แต่ระดับความรุนแรงนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน กลุ่มเอสเอ็มอี (SME) โดยเฉพาะผู้ผลิตแบบ OEM มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะมักขาดงบประมาณสำหรับการตรวจสอบจากบุคคลที่สามเพื่อพิสูจน์คำเคลม ซึ่งอาจถูกคู่ค้าในยุโรปยกเลิกสัญญาเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ แม้จะมีใบรับรองอยู่แล้ว แต่ยังต้องแบกรับต้นทุนใหม่ในการรื้องานออกแบบฉลากทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานฉลากแบบเดียวกันของยุโรป (Harmonised Labels)
สิ่งที่เคลมไม่ได้อีกต่อไป
EmpCo วางกรอบคำเคลมด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเข้มงวด คำทั่วไปอย่าง Eco-friendly, Green, Sustainable หรือ Responsible จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน และต้องมีใบรับรองที่เชื่อถือได้รองรับ
อีกจุดที่จะถูกตีความใหม่คือการชดเชยคาร์บอน การอ้างสถานะ ‘Net Zero’ หรือ ‘Carbon Neutral’ ในสินค้า จะไม่สามารถใช้ได้ หากไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ฉลากที่บริษัทออกแบบเอง เช่น โลโก้ใบไม้หรือโลกสีเขียว หากไม่มีระบบรับรองที่โปร่งใส จะถูกมองว่าเป็นการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และต้องนำออกจากการโฆษณาทั้งหมด
แผนรับมือ ต้องพิสูจน์-เตรียมข้อมูล
การปรับตัวต้องเริ่มจากการตรวจสอบคำโฆษณาทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ฉลาก เว็บไซต์ ไปจนถึงโซเชียลมีเดีย จากนั้นต้องตัดสินใจให้ชัดว่าจะเคลมหรือไม่เคลม หากจะใช้คำเคลม ต้องมีใบรับรองที่ยุโรปยอมรับ และใช้ข้อมูลจากการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) มารองรับ หากยังไม่พร้อม การไม่สื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมเลย อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ในระยะถัดไป ผู้ประกอบการต้องเตรียมระบบข้อมูลเพื่อรองรับ DPP ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการปล่อยคาร์บอน สัดส่วนวัสดุ ตลอดจนการจัดการของเสีย และเชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยี เช่น คิวอาร์โค้ด (QR Code) หรือเอ็นเอฟซี (NFC) ควบคู่ไปกับการปรับวิธีสื่อสารใหม่ จากที่เน้นว่ารักษ์โลก ไปให้ความสำคัญกับความทนทานและซ่อมได้ เช่น การระบุระยะเวลารับประกันที่นานขึ้น หรือเปิดเผยข้อมูลอะไหล่และคู่มือซ่อมอย่างชัดเจนเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายยุโรป
มาตรฐานใหม่ของสินค้าไทย
แม้ EmpCo จะเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคือการยกระดับสินค้าไทยให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ความโปร่งใสและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ จะกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ต้องเร่งจัดการคือ ‘สต็อกเก่า’ ที่ยังมีคำเคลมแบบเดิมๆ หากระบายไม่ทันก่อนกันยายน 2569 สินค้าอาจถูกตีกลับหรือค้างด่านศุลกากรทันที



