เมื่อวันที่ 27 เม.ย. สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดมีคดีที่น่าสนใจ ในคดีที่ ป.ป.ช. กล่าวหาอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนดัง กระทำความผิดต่อหน้าที่ เป็นคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 ในคดี หมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 179/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, นางกรรัตน์ โกษาคาร เลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และนายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง สรุปได้ว่าในปีการศึกษา 2559-2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ร่วมกับจำเลยที่ 2 และ 3 กระทำการโดยมิชอบ ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนของหน่วยงานต้นสังกัด โดยแม้แผนรับนักเรียนที่ได้รับอนุมัติจะไม่มี “ประเภทเงื่อนไขพิเศษ” แต่จำเลยที่ 1 กลับออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติ และแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนที่มีจำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมดำเนินการ จากนั้นจำเลยที่ 2 และ 3 ได้ร่วมกันจัดทำและเสนอรายชื่อนักเรียนกลุ่มพิเศษ รวมถึงนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็คหรือแคชเชียร์เช็คให้แก่สมาคมผู้ปกครองและครู เพื่อแลกกับการให้บุตรหลานได้เข้าเรียน โดยมีเงื่อนไขคืนเงินหากไม่ได้รับคัดเลือก อันเป็นการเรียกรับผลประโยชน์ขัดต่อนโยบายรัฐ แล้วนำรายชื่อดังกล่าวเสนอให้จำเลยที่ 1 อนุมัติจัดเข้าแทนที่นักเรียนตามระบบปกติที่สละสิทธิ ทำให้ผู้มีสิทธิตามลำดับสำรองเสียหาย และทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูได้รับประโยชน์โดยมิชอบ โดยมีการออกเช็คจำนวนหลายฉบับในแต่ละปี และมีนักเรียนในลักษณะดังกล่าวรวมหลายสิบราย

นอกจากนี้ ระหว่างปี 2559-2561 จำเลยที่ 1 ยังทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณ โดยอนุมัติเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์แล้ว แต่กลับทำเอกสารขอรับการสนับสนุนงบประมาณซ้ำซ้อนจากสมาคมผู้ปกครองและครูโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่ารายการดังกล่าวยังไม่ได้เบิกจ่าย ทำให้สมาคมอนุมัติเงิน 3 ล้านบาทและโอนเงินให้ ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 รวม 2,995,589 บาท และจำเลยที่ 1 ได้นำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ โรงเรียน และผู้มีสิทธิเข้าเรียนตามระบบ จึงขอให้ลงโทษตามกฎหมายและให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงินดังกล่าวแก่โรงเรียน

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารหรือรับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 3 เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี

จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ในส่วนการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีนั้น ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท จำเลยที่ 2 ตีหลักทรัพย์ประกัน 3 ล้านบาท จำเลยที่ 3 ตีราคาประกัน 3 ล้านบาทโดยให้จำเลยทั้ง 3 ใส่อุปกรณ์กำไล EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว