เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล ควบคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน มือปืน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัด นราธิวาส ที่ 205/2569 ลงวันที่ 2 เม.ย. 2569 รวม 5 ข้อหา ดังนี้

1.ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น 2.ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ 3.ร่วมกันพกพาอาวุธฯ 4.ร่วมกันยิงปืนในที่สาธารณะ และ 5.ร่วมกันใช้อาวุธปืนกระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยจับกุมได้บริเวณสะพานมอญใกล้กับทางข้ามฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งสามารถควบคุมตัวได้ก่อนที่จะหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

พล.ต.อ.สำราญ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า คดีนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ก่อเหตุให้โดยเร็ว ซึ่งตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ 19-20 มี.ค. 69 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายสมพร ลังเดช ผู้ต้องหารายแรก ทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มผู้ก่อเหตุและเป็นคนชี้เป้า พร้อมเชิญตัวลูกชายนายสมพรมาสอบปากคำ จากนั้นได้ไปติดตามจับกุมตัวนายอาลาวี อาแว เป็นคนขับรถคันก่อเหตุ ติดตามเป้าหมายจับได้ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะไปจับกุมตัวนายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถ ต่อมาจับกุมนายธนภัทร วัฒนภิญโญ มือปืน ได้ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 รายให้การเป็นประโยชน์ ซึ่งได้นำเก็บไว้ในสำนวน กระทั่งวันนี้จับกุม ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มือปืนซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสุดท้ายของขบวนการนี้ โดยทั้ง 5 ราย แบ่งหน้าที่ตั้งแต่คนขับรถดูต้นทาง ขับรถพาไปก่อเหตุยิง มือปืน 2 ราย รวมถึงคนชำแหละรถ หลังจากนี้ได้มอบหมายให้ทาง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขยายผลถึงตัวผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

จากการสอบปากคำ ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ายิงจริง และให้การว่า ขณะเป็นเรือเอก ได้ไปทำงานต่างประเทศ องค์กรสหประชาชาติ 16 ปี หลังกลับมาประเทศไทยไม่มีงานทำ จึงได้ไปขออาศัยอยู่กับนายสมพร ที่บ้าน และนายสมพรคอยช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนจะมีการรับงานจากนายสมพรหรือไม่อยู่ระหว่างตรวจสอบ ส่วนประเด็นเรื่องการยืมรถ กอ.รมน. นายวิโรจน์เองก็ยอมรับในเบื้องต้น มีการยืมกันก่อนหน้าที่จะก่อเหตุ แต่รายละเอียดอยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม รวมถึงผู้ต้องหารายอื่นๆ ก็ยอมรับสารภาพเช่นกันแต่ยังให้การขัดแย้งกันอยู่ ส่วนจะไปถึงตัวผู้จ้างวานหรือไม่ จากคำให้การผู้ต้องหายังมีการโยนกันไปมา

เมื่อถามว่าประเด็นการสืบสวนมุ่งเป้าไปที่ประเด็นใดนั้น พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า สำนวนหลักอยู่ที่ตำรวจภูธรภาค 9 และผู้การจังหวัดนราธิวาส ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาเท่านั้น

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนการขยายผลถึงตัวผู้จ้างวาน ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีรวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้กำชับ ว่าหากพยานหลักฐานถึงใครก็ดำเนินการทั้งหมด และตัวคนเจ็บเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย แม้เป้าหมายจะเป็นตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แต่บุคคลอื่นก็เจ็บด้วย แต่ต้องทำอย่างเป็นกลาง เที่ยงตรง เที่ยงธรรม หลังจากนี้ต้องดูจากพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า หลังได้รับคำสั่งให้ติดตามตัวนายวิโรจน์ ก็ทราบว่าหลบหนีจากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุไปยังจังหวัดตรัง จึงมีการติดตามข้อมูลเรื่อยมาทั้งในจังหวัดระยองและบ้านพักภรรยาในกรุงเทพฯ จนทราบว่าหลบหนีจากจังหวัดตรัง ไปพังงา และราชบุรี ก่อนจะเข้าไปที่จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมานายวิโรจน์ พักโรงแรมม่านรูด 1 คืน ก่อนไปพักที่รีสอร์ทและหนีไปสังขละบุรี จนได้ตัวพยานมาสอบปากคำว่านายวิโรจน์หลบหนีไปอยู่ที่ไหน พบว่านายวิโรจน์ มีการข้ามฝั่งเมียนมา-ไทย จะมีการประสานตำรวจภูธรภาค 7 สืบนครบาล และสืบจังหวัดกาญจนบุรี และกองกำลังกองพลที่ 9 และ ฉก.ลาดหญ้า รวมถึงประสานงานกับฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นเขตทหารและเป็นพื้นที่ชายแดนจนพบตัว

เบื้องต้นพรุ่งนี้จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้กับ สภ.นราธิวาส ท้องที่เกิดเหตุ สำหรับประวัติ ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาเคยถูกจับกุมคดีอาวุธปืนเถื่อนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี