เมื่อทรัพยากรท้องถิ่นที่คุ้นตาอย่าง “ยางพารา” ถูกนำมาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรไทย ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์แปรรูปทั่วไป แต่คือ “นวัตกรรมมีชีวิต” ที่พลิกโฉมหน้าวงการอุปกรณ์การแพทย์ไทย โดยการเปลี่ยนพาราเซมิคอนดักเตอร์ธรรมชาติให้กลายเป็นถุงทวารเทียมคุณภาพสูงนี้ ผ่านงานวิจัยไทย (ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี 2563)
ถุงทวารเทียม (Ostomy bag) มีการใช้งานในประเทศไทยมานานมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่จำเป็นต้องผ่าตัด และต้องทำทวารเทียม (Stoma) ความท้าทายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ ของเสียจะไหลออกมาทางทวารเทียมตลอดเวลา เนื่องจากไม่มีกล้ามเนื้อหูรูดคอยควบคุมเหมือนทวารหนักปกติ จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือถุงเพื่อคอยรองรับของเสียเหล่านี้ ซึ่งถุงทวารเทียมมีมานานหลายสิบปีแล้ว

ถุงทวารเทียมเติมเต็มชีวิตผู้ป่วย
นวัตกรรมถุงทวารเทียมอาจดูไม่ล้ำสมัยเท่าหุ่นยนต์ผ่าตัดหรือ AI แต่คือศาสตร์ด้าน วัสดุศาสตร์ (Material Science) ที่มีความซับซ้อนสูง และที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้จากต่างประเทศ 100% คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้ต้องเสียดุลการค้าให้กับบริษัทข้ามชาติมาโดยตลอด
เภสัชกร พีระวัฒน์ ทองคำ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท โนวาเทค เฮลธ์แคร์ จำกัดในฐานะภาคเอกชนที่ต่อยอดจากงานวิจัยสู่พาณิชย์ เล่าว่า“ในอดีต ‘ถุงทวารเทียม’ไม่สามารถเบิกจ่ายใน 3 กองทุนสุขภาพได้เลย จุดเริ่มต้นที่ทำให้รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หันมาสนใจเรื่องนี้ คือการได้พบกับคุณป้าท่านหนึ่งที่ผ่าตัดยกลำไส้มาเปิดที่หน้าท้อง แต่เมื่อท่านเดินเข้ามา กลิ่นกลับตลบอบอวลไปหมด เมื่อสอบถามจึงทราบว่าคุณป้าไม่ได้เปลี่ยนถุงตามกำหนด”
“สมัยนั้น ถุงทวารเทียมชุดหนึ่ง (ประกอบด้วยแป้นและถุง) มีราคาสูงถึงชุดละประมาณ 300 บาท โดยตัวแป้นจะติดไว้ที่รูทวารเทียมซึ่งควรเปลี่ยนทุก 3-5 วัน ส่วนตัวถุงสามารถนำมาล้างทำความสะอาดเพื่อใช้ซ้ำได้บ้าง แต่ประเด็นสำคัญคือคุณป้าไม่มีเงินเพียงพอที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ตามกำหนด จึงต้องฝืนใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกิดปัญหาเรื่องสุขอนามัย”
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดแนวคิดว่า “ถุงทวารเทียมถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ คลาส 1(Class 1) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดจากทั้งหมด 4 ระดับ และเทคโนโลยีการผลิตก็ไม่ได้ซับซ้อนเกินความสามารถ แล้วทำไมเมืองไทยถึงทำเองไม่ได้?” ทั้งที่ต้องสูญเสียเงินนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้สูงถึงปีละกว่า 300 ล้านบาท เป็นแรงจูงใจให้ รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ตัดสินใจลงมือพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา

“นวัตกรรมมีชีวิต” จากนวัตกรสู่ผู้ป่วย
การออกแบบถุงทวารเทียมไทย มาจากแนวคิดที่จะผลิตนวัตกรรมมาทดแทนการนำเข้า เดิมทีการผลิตแป้นรองถุงหน้าท้อง (Wafer) ในต่างประเทศ มักใช้วัสดุที่เรียกว่า ไฮโดรคอลลอยด์ (Hydrocolloid) ซึ่งมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชและยางไม้ ช่วยให้ยึดติดกับผิวหนังหน้าท้องได้ดี
เภสัชกร พีระวัฒน์ เล่าว่า ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ อาจารย์วรวิทย์ และทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกิดแนวคิดที่จะนำวัตถุดิบที่มีมากในประเทศไทยมาใช้ประโยชน์ แต่เนื่องจากยางพารามีโปรตีนบางชนิดที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในผู้ใช้งานบางราย จึงได้พัฒนากระบวนการ “สกัดโปรตีนออกจากยางพารา” เพื่อลดความเสี่ยงในการระคายเคือง และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลจนพิสูจน์ได้ว่ามีความปลอดภัยสูง นวัตกรรมนี้จึงถือเป็นการใช้ยางพาราไทย ทดแทนไฮโดรคอลลอยด์จากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงการออกแบบ “ถุงรองรับสิ่งขับถ่าย” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทย เนื่องจากในต่างประเทศมักไม่มีสายฉีดชำระในห้องน้ำ ถุงที่นำเข้าจึงมักมีช่องเปิดที่แคบ ทำให้ทำความสะอาดลำบาก แต่สำหรับนวัตกรรมชุดนี้ ได้ออกแบบให้มีช่องเปิดที่เอื้อต่อการใช้สายฉีดชำระล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
“ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยโดยเฉพาะ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมแพทย์ และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลบาดแผลและทวารเทียม มาร่วมกันออกแบบ จุดเด่นที่แตกต่างจากของนำเข้าคือ วัสดุเลือกใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อช่วยพยุงราคายางพาราในประเทศและลดต้นทุน การใช้งานปรับปากถุงให้กว้างขึ้นเพื่อให้ใช้งานสะดวก ตัวแป้น (Wafer) ทำจาก ซิลิโคน ซึ่งสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย นอกจากจะช่วยยกระดับสุขอนามัยของผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาทต่อปี”

ถุงทวารเทียมไทย ลดภาระรัฐ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทย
นวัตกรรมถุงทวารเทียมไทย ช่วยเพิ่มทางเลือกในระบบบริการสุขภาพ และลดการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ นอกจากความโดดเด่นในด้าน “นวัตกรรมมีชีวิต” เภสัชกร พีระวัฒน์ ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์นี้ยังมุ่งแก้ไขข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และไม่สามารถเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์ที่มีราคาแพงได้ ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการผลักดันเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยกว่า 20,000 รายทั่วประเทศ ผ่านกลไกการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นตัวกลางในการจัดซื้อและกระจายสินค้า ไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

“ถุงทวารเทียม เริ่มเข้าสู่ระบบบัตรทองในช่วงปลายปีงบประมาณ 2566 ในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้ทั้งหมด เนื่องจากถุงทวารเทียมมีทั้ง ‘แบบแป้นเรียบ’ สำหรับผู้ป่วยทั่วไป และ ‘แบบพิเศษ’ เช่น แป้นนูน หรือแป้นปั้น สำหรับผู้ที่มีลักษณะลำไส้ซับซ้อน และเรากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทข้ามชาติค่อนข้างมาก เนื่องจากมูลค่าตลาดลดลงเกือบ 3 เท่า จากราคาเดิมที่เคยขายอยู่ 300 บาท เหลือเพียง 100 กว่าบาท”
ถุงทวารเทียมออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
ในด้านประสิทธิภาพและการใช้งานเนื่องจากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของยางธรรมชาติ และอาจต้องใช้เวลาในการขนส่งและจัดเก็บในสต็อกทั้งที่บริษัท องค์การเภสัชฯ และโรงพยาบาล บางครั้งอาจกินเวลาถึง 2 ปี นับจากวันผลิต ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะของวัสดุคือ “การคืนตัว” ซึ่งความเหนียวอาจลดลงตามระยะเวลาการใช้งานจะต่างจากของต่างประเทศ คือผู้ใช้สามารถ “นวด” บริเวณแป้นเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้ความเหนียวของยางกลับคืนมา จึงจัดทำคู่มือการใช้งาน และทำ QR Code สำหรับเรียนรู้วิธีการใช้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะสามารถใช้งานนวัตกรรมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดคือไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ใช้ฟรี) ก่อนจะมีนวัตกรรมนี้ในตลาด ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สปสช. และทุกสิทธิการรักษาได้กำหนดให้เบิกจ่ายถุงทวารเทียมจากต่างประเทศ ได้ในราคาชุดละ 210 บาท ปัจจุบันเมื่อนำถุงทวารเทียมนวัตกรรมไทยเข้ามาใช้ ทำให้ราคาปรับลดลง เหลือเพียงชุดละ 100 กว่าบาท ซึ่งสอดคล้องกับงบประมาณพอดี”
“หากโรงพยาบาลเลือกใช้นวัตกรรมถุงทวารเทียม สปสช. จะเป็นผู้จัดส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ที่โรงพยาบาลโดยตรง โรงพยาบาลไม่ต้องจัดซื้อเอง และสามารถเบิกจ่ายได้ตามระบบ แต่ในกรณีคนไข้มีความจำเป็นเฉพาะไม่สามารถใช้ถุงทวารเทียมนวัตกรรมไทยได้ สปสช. ยังคงให้เบิกจ่ายในรูปแบบเดิมได้ที่ราคาชุดละ 210 บาท เพื่อให้คนไข้ได้รับอุปกรณ์ที่เหมาะสมที่สุด”

อนาคตถุงทวารเทียมส่งให้ผู้ป่วยถึงบ้าน
เภสัชกร พีระวัฒน์ เชื่อว่า “ถุงทวารเทียมไทย”ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจากการผลิตถุงทวารเทียมในประเทศประการแรกคือ การลดภาระงบประมาณภาครัฐ จากเดิมที่ต้องซื้อในราคา 210 บาท ลดลงเหลือเพียง 150 บาท ประการที่สอง คือการลดการขาดดุลการค้าโดยเปลี่ยนจากการนำเข้าเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์คนไทยโดยเฉพาะ เช่น การปรับปรุงรูปทรงถุงที่เดิมทีของต่างประเทศจะมีปลายแคบเกินไป รวมถึงการพัฒนาด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ถุงทวารเทียมไทย ยังเกิดจากเครือข่ายความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและการใช้งาน เช่น พยาบาลที่ดูแลเรื่องบาดแผลกับพยาบาลที่ดูแลด้านถุงทวารเทียมมักจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ทำให้มีฐานข้อมูลและเครือข่ายในโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่และโรงพยาบาลประจำจังหวัดครอบคลุมทั้งหมด

“ในช่วงแรกยังมีอุปสรรคด้านการใช้งาน ได้ร่วมมือกับนวัตกร และ สปสช. จัดกิจกรรมกระจายความรู้วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง นับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ตอนนี้ยังมุ่งเน้นเจาะกลุ่มจังหวัดที่มีปริมาณการใช้สูง โดยการลงพื้นที่สร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมและมีเป้าหมายสำคัญคือการ กระจายหน่วยบริการ จากเดิมที่คนไข้ต้องมารับถุงทวารเทียมเฉพาะที่โรงพยาบาลจังหวัด พยายามผลักดันให้โรงพยาบาลจังหวัดเป็นศูนย์กลาง กระจายของไปยังโรงพยาบาลอำเภอ หรือขยายไปถึง รพ.สต. เพื่อให้คนไข้ที่ใช้งานเป็นแล้วไม่ต้องเดินทางไกล โดยใช้ระบบการเบิกจ่ายที่คล้ายกับการฟอกไต ซึ่งท้ายที่สุด ตั้งเป้าให้สามารถ จัดส่งถึงบ้านคนไข้ ได้โดยตรง เพื่อความสะดวกสูงสุดของผู้ป่วย”
“ในอนาคตสัดส่วนการใช้นวัตกรรมถุงทวารเทียมจะเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 50-60% ตอนนี้เริ่มเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘ถุงเดี่ยว’ ที่ใช้หลังการผ่าตัดใหม่ๆ เข้ามา และกำลังอยู่ในขั้นตอนการประสานงาน เพื่อนำเข้าผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจรในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งจากตัวเลขความต้องการประมาณ 770,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท”

เรื่องราวของ “ถุงทวารเทียมฝีมือคนไทย” คือข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการผนึกกำลังระหว่างงานวิจัย ระบบสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ของผู้ป่วยไทยทุกคน


