นายปัญญาศักดิ์ กั่งเซ่ง ปลัดอำเภอ บ้านตาขุน เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการจัดการแข่งขันกระดานยืนพายชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ภายใต้งาน “Sub Race” ในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ สนามเขื่อนรัชชประภา หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน อ.บ้านตาขุน โดยมีนายวิรัช ภู่ช้าง ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนรัชชประภา พร้อมด้วยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมกีฬกระดานโต้คลื่นแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วมด้วย
โครงการฯ ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ในพื้นที่ อ.บ้านตาขุน ซึ่งได้รับฉายาว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางระบบนิเวศ ภายใต้นโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อให้การเติบโตของการท่องเที่ยวเดินหน้าไปพร้อมกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแท้จริง

สำหรับการแข่งขันที่จะถึงนี้ สมาคมกีฬากระดานโต้คลื่นฯ ได้กำหนดมาตรฐานการแข่งขันให้สอดคล้องกับระดับสากล เพื่อค้นหานักกีฬาฝีมือดี เข้าสู่ทีมชาติไทย โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 8 ประเภทหลัก ครอบคลุมทั้งรุ่นทั่วไป เยาวชน และรุ่นอายุ ได้แก่ประเภท Technical Race ระยะ 6 กม., ประเภท Sprint ระยะ 200 ม. และประเภท Fun Race ระยะ 3 กม. โดยใช้กระดานความยาวไม่เกิน 14 ฟุต พร้อมกันนี้เปิดโอกาสให้นักกีฬาทุกระดับเข้าร่วมประลองฝีมือ ท่ามกลางทัศนียภาพภูเขาหินปูนและน้ำใสของเขื่อนรัชชประภา ซึ่งถือเป็นสนามแข่งขันที่สวยงาม เปรียบเสมือน “อัญมณีของภาคใต้“

ในด้านความพร้อมและการจัดการ คณะผู้จัดงานได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกมิติ โดยประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลบ้านตาขุนและเทศบาลเชี่ยวหลาน จัดเตรียมทีมแพทย์ พยาบาล และทีมกู้ชีพทางน้ำ พร้อมเรือตรวจการณ์ประจำจุดต่าง ๆ ทั่วสนามแข่งขัน รวมถึงมีการติดตั้งระบบสื่อสารอินเตอร์คอม เพื่อประสานงานแบบเรียลไทม์ ระหว่างศูนย์ควบคุมและภาคสนาม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงาน จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้โดยเขื่อนรัชชประภา ประกาศความพร้อมรองรับทั้งสนามแข่งขันและที่พัก ส่งเสริมการรับรู้ ผ่านการรณรงให้ผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือมารับชมการแข่งขัน โดยการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “เที่ยวเชี่ยวหลานอย่างรับผิดชอบ เพื่อลมหายใจของสุราษฎร์ธานี” ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนสืบไป



