หลังรัฐบาลจุดพลุ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง ขึ้นมาอีกรอบ ซึ่งเป็นโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน ปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งคนต้าน และคนสนับสนุน เป็นที่จับตาต่อไป แลนด์บริดจ์ จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่ผันผวนต่อเนื่องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าได้
ทั้งนี้ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ถือเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยโครงการนี้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์แบบ
ต้องเป็นมากกว่าแค่ถนนและราง แลนด์บริดจ์จะต้องมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ และระบบขนส่งน้ำมันทางท่อเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร
ทางเลือกใหม่แทนสิงคโปร์ มีเป้าหมายดึงดูดให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นำน้ำมันดิบมาฝากเก็บและทำการซื้อขาย หรือเทรดดิ้งในประเทศไทย แทนการพึ่งพา เฉพาะตลาดเดิมอย่างสิงคโปร์
นอกจากนี้ยังเป็นทางรอดจากวิกฤติฮอร์มุซ ในสภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 30% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก หากไทยมีคลังเก็บน้ำมันของชาติต่าง ๆ มาตั้งอยู่ จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลและสร้างความมั่นคงให้ไทยมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นสำคัญคือการให้ประเทศไทยมีการจัด ตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) อย่างจริงจัง เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยไทยควรมีคลังสำรองที่เป็นของรัฐหรือเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อความมั่นคงที่แท้จริง
เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของไทยที่มีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง และสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซลและเบนซิน) ได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ จะทำให้ไทยกลายเป็นลาสต์ แมน สแตนดิง หรือประเทศสุดท้ายที่ยังมีพลังงานใช้และอยู่รอดได้แม้ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน
นอกเหนือจากเรื่องน้ำมันแล้ว นโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยไม่ควรอ้างอิงราคาสิงคโปร์ 100% นั้น เนื่องจากไทยมีโรงกลั่นเองและไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแต่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น รวมถึงแผนการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) นำเข้าที่มีราคาผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า
“เราต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนและรักษาโรคในตอนที่ยังมีโอกาส หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้ ในอนาคตเราอาจจะตายเพราะร่างกายไม่แข็งแรง การฉีดภูมิคุ้มกันและอัดวิตามินผ่านการปฏิรูปพลังงานในสภาวะที่ลำบาก จะทำให้เรามองกลับมาด้วยความภูมิใจในอีก 1 ปีข้างหน้าว่าเราได้สร้างความแข็งแกร่งที่แท้จริงให้ประเทศ”



