นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% แต่หลังจากนั้น กนง. อาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กับความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงหลุดกรอบเป้าหมายยาวนาน โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี จะมีบทบาทมากขึ้นในการรับมือกับวิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอนสูง และ กนง. ยังรอดูสถานการณ์ หรือ wait and see

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กนง. จะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม โดย กนง. ไม่ได้มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากด้านอุปทาน เนื่องจากเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ, รัฐบาลอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วน ช่วยลดทอนผลกระทบเงินเฟ้อได้บ้าง และ ผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเปราะบาง อุปสงค์ในประเทศซบเซา

ด้านเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูง และ ธปท. มีเครื่องมือในการบริหารจัดการเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วได้ ในสถานการณ์เงินทุนไหลออกฉับพลัน

“กนง. จะไม่เร่งลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอนสูง อาจยังประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อได้ไม่ชัดเจนนัก การเร่งลดดอกเบี้ยในภาวะเช่นนี้อาจลดทอนความเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายการเงินภายใต้เป้าหมายเงินเฟ้อ อีกทั้ง ยังมีโพลิซีสเปซจำกัด”

รายงานข่าวจากโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การประชุมครั้งถัดไปของ กนง. จะมีขึ้นในวันที่ 24 มิ.ย. โดย กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% เป็นระดับที่เหมาะสมต่อการรองรับความไม่แน่นอนในหลายสถานการณ์ ภายใต้พันธกิจในการรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

ทั้งนี้ กนง. จะติดตามความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจกระทบภาคการผลิตและการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรุงศรีคาดว่าผู้กำหนดนโยบายจะพยายามอดทนต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในระยะสั้น และมีแนวโน้มตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า