รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.วันที่ 5 พ.ค.นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาร่างพ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้นและการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว ซึ่งลดลงจากเป้าหมายเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 5 แสนล้านบาท เนื่องจากเป็นความตั้งใจในระดับนโยบายที่ต้องการส่งสัญญาณในเชิงบวก แก่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติ ว่า รัฐบาลไทยมีความเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง จะไม่มีการเปิดวงเงินกู้แบบเช็คเปล่าที่ไร้เป้าหมาย
ขณะเดียวกันจะมีการแต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อคัดกรองโครงการต่าง ๆ ที่แต่ละหน่วยงานเสนอขอใช้เงินกู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดและต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 70 (30 ก.ย.70) โดยพ.ร.ก.กู้เงิน นี้ได้ผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจำกัดวงเงินกู้ที่ระดับ 4 แสนล้านบาทนี้จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยับไปอยู่ที่ประมาณ 68% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ 70% อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังได้ประเมินเผื่อไว้ว่า หากในอนาคตสถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก
“สาเหตุสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพราะประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนทำให้เกิดวิกฤติที่แท้จริง และรัฐบาลประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤตของแพง หากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุดคือเศรษฐกิจจะไหลไปสู่ภาวะที่ชะงักงันพร้อมกับเงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่าสแต็กเฟลชั่น”
สำหรับการจัดสรรเงินกู้นี้จะแบ่งเป็น 2 แสนล้านบาท สำหรับการเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่หลังฐานข้อมูลเดิมใช้มานานถึง 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือตรงกับกลุ่มเป้าหมายแม่นยำที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย
ส่วนวงเงินที่เหลืออีก 2 แสนล้านบาท จะถูกนำไปลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามผลการศึกษาของธนาคารโลก ที่ชี้ให้เห็นว่า หากไทยลดการนำเข้าพลังงานลงได้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ตัวเลขจีดีพีเติบโตขึ้นโดยธรรมชาติ และจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงได้อย่างยั่งยืนในอนาคต.



