คำถามคาใจในความรู้สึกคนไทยหลายคน ทำไมเวลาน้ำมันในตลาดโลกลด แล้วราคาน้ำมันหน้าปั๊มไทย ไม่ลดทันที!! วันนี้มาชวนหาคำตอบราคาน้ำมันหน้าปั๊มของไทย มีกลไกคำนวณราคาอย่างไร สรุป 6 ข้อ ให้เข้าใจง่ายๆ
1. น้ำมันหน้าปั๊มที่ขายในประเทศ คือน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศถึง 90% ทำให้การเปลี่ยนแปลงราคาหน้าปั๊ม ต้องขึ้นอยู่กับ “ราคาน้ำมันในตลาดโลก” ด้วย
2. การซื้อขายน้ำมันใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ “อัตราแลกเปลี่ยน” จึงเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ช่วงไหนเงินบาทอ่อน ต้นทุนน้ำมันก็จะสูงขึ้น ทางกลับกันถ้าบาทแข็ง ต้นทุนน้ำมันก็จะลดลงด้วย
3. ราคาหน้าปั๊มน้ำมันไม่ได้คิดจากราคาน้ำมันดิบโดยตรง แต่จะอ้างอิงจาก “ราคาน้ำมันสำเร็จรูป” เราไม่ได้เอาน้ำมันดิบมาเติมรถยนต์ แต่เราเติมน้ำมันเบนซินและดีเซล ซึ่งเรียกว่าน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งในกระบวนการกลั่นจะได้น้ำมันสำเร็จรูปตามสัดส่วนการผลิตของแต่ละโรงกลั่น

4. ราคาในการซื้อขาย ต้องอ้างอิงราคาตลาดโลก เพื่อให้ได้น้ำมันที่ราคาที่ดีที่สุด ประเทศไทยอ้างอิง “ราคาตลาดสิงคโปร์” เพราะเป็นตลาดน้ำมันที่มีปริมาณซื้อขายมากที่สุดและใกล้ประเทศไทยที่สุด โดยเป็นราคาที่ผู้ค้าจากประเทศต่าง ๆ ตกลงซื้อขายกันตามกลไกตลาดสากล เป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันในภูมิภาคเอเชีย และทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ก็อ้างอิงราคาเดียวกัน
5. ราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายหน้าปั๊ม มีโครงสร้าง 3 ส่วนหลักที่นำมารวมกัน คือ
– ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (ราคา ณ โรงกลั่น) ราคาอ้างอิงตามตลาดสิงคโปร์
– ภาษีและกองทุนต่างๆ (ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยพยุงราคา และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บเพื่อบริหารประเทศและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
– ค่าการตลาด เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้ในการขายน้ำมันที่สถานีบริการ เช่น ค่าพนักงาน ค่าน้ำไฟ ค่าส่วนลดโปรโมชัน ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่กำไรสุทธิ
6. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงในอัตราสูง กลไกการบริหารกองทุนมีทั้งเก็บเงินเข้า (+) และชดเชยราคา (-) ในบางครั้งที่สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง อาจมีการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันไม่ลดลง หรือ ลดลงช้ากว่าตลาดโลกในช่วงนั้นๆ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นคนคำตอบว่า ราคาปั๊มน้ำมันไทยปรับขึ้น – ลง อย่างไร!
อีกประเด็นที่พูดถึงกันเยอะ … การลดค่าการกลั่นน้ำมันไทย มีการตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้ว การบีบค่าการกลั่นครั้งนี้ ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์เต็มๆ หรือไม่! ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิม 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 69 และหลังจากนั้นช่วงวันที่ 10 – 19 พ.ค. 69 จะลด 3 บาทต่อลิตร แต่ในเชิงโครงสร้างของราคาน้ำมัน การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น อาจทำให้เสถียรภาพของพลังงานไทยลดลง
มุมหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงานให้กับประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง คือ ผู้ประกอบการโรงกลั่น ต้องเผชิญความเสี่ยง เนื่องจากรัฐใช้อัตราค่าการกลั่น ในช่วงที่พุ่งสูงผิดปกติ มาเป็นเกณฑ์บีบให้ลดราคา แต่โรงกลั่นชี้แจงว่า ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมต้นทุนจริง เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง ที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ต้นทุนโรงกลั่น เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากต้องซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถปรับต้นทุนให้ลดลงได้ทันทีตามคำสั่งของรัฐ ผลคือ ค่าการกลั่นอาจดิ่งลงอย่างรวดเร็ว จากการออกมาตรการควบคุมและแทรกแซงราคา โรงกลั่นลงทุนระดับแสนล้านบาท ทั้งยังต้องหาเงินจำนวนมากมาซื้อน้ำมันดิบในตลาดในราคาสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะการแทรกแซง ส่งผลลบต่อแผนพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ต่อผู้ประกอบการโรงกลั่นไทย ที่ร่วมทุนกับต่างชาติ เพราะความไม่แน่นอนของนโยบาย ทำให้ความสามารถในการควบคุมต้นทุนของโรงกลั่นไทยดูมีความเสี่ยงในสายตาต่างชาติ
นักลงทุนมองว่า หากต้องการปรับโครงสร้าง เพื่อควบคุมราคา ภาครัฐควรมองธุรกิจน้ำมันทั้ง Value Chain เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องในการสำรองน้ำมันดิบ และกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้ในอนาคต ซึ่งการพิจารณาเรื่องราคาน้ำมันควรนำข้อเท็จจริงของทั้งระบบมาประกอบกันก่อนกำหนดนโยบาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตลอดทั้งห่วงโซ่ และไม่โยนภาระไปยังฝั่งโรงกลั่นเพียงด้านเดียวเท่านั้น



