สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ (International Energy Agency: IEA) เปิดเผยรายงาน ‘Global Methane Tracker 2026’ ที่ระบุว่า การปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคพลังงานทั่วโลกในปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางยิ่งกดดันอุปทานพลังงานโลก ทำให้การบริหารจัดการก๊าซที่มีอยู่เดิมกลายเป็นประเด็นเร่งด่วน

รายงานยังระบุอีกว่า หากสามารถลดการรั่วไหลของมีเทนได้ จะช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ตลาดโลกได้ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มการผลิตใหม่

ปิดรอยรั่ว ได้ก๊าซเพิ่ม

ไออีเอประเมินว่า มาตรการลดการปล่อยมีเทนที่มีใช้อยู่แล้ว จะช่วยเก็บก๊าซที่เคยรั่วไหลหรือถูกเผาทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้มีก๊าซธรรมชาติเพิ่มเข้าสู่ตลาดได้สูงสุดถึง 2 แสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ในระยะสั้น หากประเทศผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก๊าซ เร่งใช้มาตรการพื้นฐานเพื่อลดการรั่วไหลในระบบก๊าซ จะสามารถดึงก๊าซที่เคยเสียไปกลับมาใช้ได้เกือบ 1.5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรภายในเวลาไม่นาน ส่วนในระยะยาว มาตรการเดียวกันนี้อาจช่วยเพิ่มก๊าซเข้าสู่ตลาดได้เกือบ 1 แสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และหากลดการเผาก๊าซทิ้งโดยไม่จำเป็น (flaring) ก็จะมีก๊าซเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 1 แสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

จุดรั่วขนาดใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก

ในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา เดอะการ์เดียน สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อมูลจากดาวเทียมและการสำรวจที่พบว่า การรั่วไหลขนาดใหญ่หรือเมกะลีก (mega-leaks) ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในปี 2568 โดยข้อมูลจากโครงการสต็อปมีเทน (Stop Methane Project) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ระบุว่า แหล่งปล่อยหลักๆ อยู่ในเติร์กเมนิสถาน ซึ่งมีขนาดการรั่วไหลที่สูงมากจนน่าตกใจ

ในสหรัฐอเมริกา ก็พบการรั่วไหลขนาดใหญ่เช่นกัน โดยกรณีรุนแรงที่สุดเกิดในรัฐเท็กซัส มีอัตราการรั่วประมาณ 5.5 ตันต่อชั่วโมง เทียบเท่ากับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่กินน้ำมันสูงราว 1 ล้านคัน ขณะที่เวเนซุเอลาและอิหร่าน ก็พบการรั่วไหลจากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐในหลายจุด

ขยะก็เป็นแหล่งปล่อยเช่นกัน

นอกจากภาคพลังงานแล้ว แหล่งฝังกลบขยะก็เป็นอีกหนึ่งตัวปล่อยมีเทนที่หลายคนอาจไม่ค่อยนึกถึง โดยเฉพาะขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายโดยไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม สามารถปล่อยก๊าซในปริมาณมหาศาลได้ไม่แพ้กัน ซึ่งในรายงานพบจุดปล่อยขนาดใหญ่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ตุรกี แอลจีเรีย มาเลเซีย ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม แม้ทางการเติร์กเมนิสถานจะยืนยันว่า สามารถควบคุมและซ่อมแซมการรั่วไหลได้ภายใน 2-3 วัน โดยดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือกับสหประชาชาติ (UN), สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหภาพยุโรป (EU) แต่ข้อมูลจากดาวเทียมล่าสุดยังตรวจพบการรั่วไหลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง