เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ NGC (New Gen Communicator) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำรวจความเห็นประชาชนอายุ 13-25 ปี จำนวน 2,035 คน ใน 56 จังหวัด เรื่อง “ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน พบว่า 75.9% ระบุว่ามีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า 85.3% เคยถูกชักชวนให้ลองใช้ สะท้อนว่าเพื่อนมีผลต่อการลองใช้บุหรี่ของเยาวชน ขณะเดียวกัน 67.5% ระบุว่าสามารถหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางออนไลน์ได้ง่าย 66.5% ระบุว่าเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ
ดร.โอลิเวีย ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนเป็นวิกฤตระดับโลก โดยมีเยาวชนกว่า 15 ล้านคนใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเด็กมีแนวโน้มใช้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า เพราะผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ออกแบบและเน้นทำการตลาดเพื่อดึงคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ทั้งรสชาติ รูปลักษณ์ และการสื่อสารในโลกดิจิทัล ดังนั้นไทยต้องเร่งแก้สถานการณ์โดยลดความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ และเสริมให้เยาวชนสามารถรู้เท่าทันและปฏิเสธการใช้ได้ โดยใช้โอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 ในการกระชากจริง ต่อต้านการติดนิโคตินและยาสูบ

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก หรือ สำนัก 1 สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ท.ท.) และสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) ได้ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบบริการเลิกผลิตภัณฑ์นิโคติน และสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และขีดความสามารถร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ในการควบคุมการบริโภคยาสูบและสร้างเสริมสุขภาพกำลังพลทั้ง 4 เหล่าทัพ โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในด้านการให้บริการเลิกบุหรี่แก่กำลังพล และสร้างเสริมสุขภาพของกำลังพลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ ซึ่งบันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ภายใต้ชื่อโครงการ “รณรงค์การควบคุมการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าให้นักเรียนทหารและนักเรียนตำรวจสี่เหล่าทัพ ประจำปี 2569 ถึง 2570″

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (สคสบ.) กล่าวว่า ในอดีตความร่วมมือของเครือข่ายสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่จาก 23.4% ลงมาเหลือ 17.4% (ลดลงไปประมาณล้านคน)แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับ “ศึกหนัก” คือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งบริษัทบุหรี่ใช้กลวิธีล่อหลอกด้วยกลิ่น สี และอ้างว่าช่วยเลิกบุหรี่มวนได้ อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ บุหรี่ไฟฟ้ามีสารอันตรายที่ทำลายร่างกายรุนแรง และรวดเร็วกว่าบุหรี่มวนมาก ดังนั้น ทางสมาพันธ์ ฯ ได้นำเสนอแนวคิดจากต่างประเทศที่เริ่มบังคับใช้กฏหมาย“ห้ามผู้ที่เกิดในปีที่กำหนดซื้อบุหรี่” เพื่อลดนักสูบหน้าใหม่ เช่นประเทศนิวซีแลนด์ เป็นประเทศแรกที่ประกาศใช้กฎหมายในลักษณะนี้ และมีประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเดินหน้าทำตาม เช่น อังกฤษ แคนาดา ละบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ขายจะมีโทษด้วย โดยได้นำข้อกฏหมายนี้เสนอต่อ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งท่านแจ้งแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยไฟเขียวกฏหมายนี้ โดยนัดทางสมาพันธ์ฯไปหารือเพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมายลักษณะนี้ในประเทศไทย ในเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พ.ค.นี้
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวว่า ที่ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฏหมายได้จำนวนหนึ่งแต่ด้วยภารกิจของเจ้าหน้าที่ตร.จำนวนมาก ทำให้เกิดการลักลอบจำหน่าย ขณะเดียวกันประชาชนบางส่วนยังไม่ทราบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งแนวคิดที่จะกำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เพราะต้องการดูแลเยาวชนของชาติ พบว่าเด็กอายุ 8 ขวบเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ขณะที่ประเทศมีอัตราการเกิดน้อยปีละ 3แสนคน และเด็กยังสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ประเทศต้องมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งโดยหลักการการกำหนดอายุในประเทศที่บังคับใช้กฎหมาย คือนับย้อนหลังไป 20 ปี ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดต่างกัน สำหรับประเทศไทยต้องมาศึกษาก่อน โดยรมว.สาธารณสุขจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน
อย่างไรก็ตามประเทศไทยเคยผลักดันเรื่องกฎหมายควบคุมยาสูบประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่นพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เกิดจากพลังของเครือข่ายกว่า 952 องค์กร ซึ่งประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล

ด้าน รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.ระบุว่า สถานการณ์การบริโภคยาสูบในปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและกำลังพลของชาติ สสส. ได้เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงทั้งในด้านการแพทย์และการรณรงค์เชิงรุก
สำหรับการลงนามครั้งนี้สส.ส. มีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนความร่วมมือ 3 ด้านหลัก คือ
1. การสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยง มุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ลดการสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินในกลุ่ม กำลังพลทั้ง 4 เหล่าทัพ
2.การสนับสนุนเครื่องมือทางสังคม โดย สสส.จะนำนวัตกรรมและสื่อสารสาธารณะมาใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมสุขภาพ สร้างค่านิยมใหม่ในการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
3.ร่วมกับภาคีสนับสนุนให้สถานพยาบาลและหน่วยงานภายใต้เหล่าทัพ เป็นพื้นที่ต้นแบบที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่และนิโคติน
ด้านพลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงปี 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งสิ้น 3,496 คดี ของกลางกว่า 3,200,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 680 ล้านบาท ซึ่งจะมีการขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้นำเข้า จำหน่าย และช่องทางออนไลน์อย่างเข้มข้นต่อเนื่องต่อไปฝากไปยังผู้ปกครองและประชาชนทุกคน ขอความร่วมมือในการไม่สนับสนุนการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า เพราะบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของสุขภาพและอนาคตของเยาวชนไทย



