เมื่อวันที่ 6 พ.ค.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์ว่า เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ โดยผลสำรวจของนิด้าโพลล่าสุดสะท้อนว่า ประชาชนในภาคใต้ถึง 67.22% เห็นด้วยกับโครงการ ซึ่งถือเป็นทุนทางสังคมที่หาได้ยากสำหรับโครงการขนาดใหญ่
นายสติธร ระบุว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าควรทำหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรไม่ให้เสียของ ข้อมูลเดียวกันชี้ให้เห็นว่า กว่า 54% ของประชาชนยังเข้าใจโครงการเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งมีเพียงส่วนน้อย นี่คือทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ความไม่ไว้วางใจอาจเกิดได้ หากไม่สามารถตอบคำถามของสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา
ผลสำรวจยังสะท้อนความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนกังวลประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ 38.03% ผลกระทบต่อชุมชน 29.71% และความโปร่งใส 25.81% ซึ่งสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการการพัฒนาที่มีคุณภาพ หากรัฐอ่านสัญญาณเหล่านี้ผิด โครงการแลนด์บริดจ์อาจเผชิญปัญหาเช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่ในอดีต ที่จบลงด้วยความขัดแย้ง แต่หากตีความได้ถูกต้อง ความกังวลดังกล่าวจะกลายเป็นเข็มทิศสำคัญในการออกแบบนโยบาย
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการเพื่อสร้างความชอบธรรมให้โครงการในระยะยาว ได้แก่
1 รัฐต้องยกระดับการสื่อสารจากการให้ข้อมูลทางเดียว ไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา
2 ความโปร่งใสต้องถูกออกแบบเป็นกลไกเชิงสถาบัน เช่น การมีคณะกรรมการตรวจสอบที่มีภาคประชาชนและนักวิชาการเข้าร่วม รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ
3 ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่เป็น “ผู้ได้ประโยชน์” ไม่ใช่เพียง “ผู้เสียสละ” ผ่านการชดเชยที่เป็นธรรม การลงทุนในชุมชน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
4 ต้องยกระดับมิติสิ่งแวดล้อมให้เป็นแกนหลักของโครงการ โดยดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ตามมาตรฐานสากล และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวม โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “หมุดหมายเชิงยุทธศาสตร์” ที่อาจกำหนดบทบาทของไทยในระบบเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคต



