เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 7 พ.ค. 69 ดัชนีเปิดที่ 1,524.60 จุด เพิ่มขึ้น 7.69 จุด มูลค่าซื้อขาย 6,201.56 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 แต่สัญญาณความขัดแย้งเริ่มดูเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสังเกตได้จากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่และทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤติพลังงานในอดีต อย่างสงครามอ่าว (Gulf War) ปี 1990 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะกลาง (3-6 เดือนข้างหน้า) ช่วงที่สงครามผ่อนคลาย ราคาน้ำมันจะทยอยย่อตัวลงต่อเนื่อง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังคงผันผวนและแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อรอดูการส่งผ่านผลกระทบของต้นทุนน้ำมันไปยังภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่ตลาดจะสามารถกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดีเมื่อราคาน้ำมันเข้าสู่ภาวะปกติ จากแบบจำลอง BECO SHOK ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงจะกดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของยุโรป อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น ลดลงราว 0.3-0.4% ในช่วงที่เหลือของปี 2026

จับตาความเสี่ยงใหม่ “Unwind Yen Carry Trade” หนุนเงินบาทกลับมาแข็งค่า ในระยะถัดไป ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงใหม่จากกระแส “Unwind Yen Carry Trade” หรือการโยกย้ายเม็ดเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ปัจจัยหนุนมาจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 ทำให้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นแคบลงเรื่อยๆ