เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนสำหรับคู่รักสายธรรมชาติอย่าง “โทนี่ รากแก่น” และภรรยาสาว “แก้ว จริญญา” ที่พักหลังมุ่งหน้าใช้ชีวิตวิถีเกษตรจนแฟนๆ บ่นคิดถึง ล่าสุดหนุ่มโทนี่ได้มาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ Netflix เรื่อง “เลือดรัก นักฆ่า” พร้อมเปิดใจถึงสาเหตุที่ต้องห่างหายจากหน้าจอไปนานนับปี โดยยอมรับว่า

“ตอนนี้ก็เรื่อยๆ ครับ ไม่มีอะไรมากเลย ก็ทำอาหารกินกัน ทำสวนครับ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ถ้าเป็นอีเวนต์อะไรอย่างนี้ ก็นานมากแล้วครับ น่าจะเป็นปี แต่มีไปพูดคุยบ้าง คือมันจะมีช่วงก่อนหน้านี้ที่เราพยายามกดสูตรเรื่องทำสวนให้มันสำเร็จก่อน มันไม่สอดคล้องกับการทำงานในบันเทิงเท่าไหร่ เพราะว่ามันต้องดูแลผิว ช่วงนั้นเราก็เข้มขึ้น แล้วก็ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเอง ผิวคล้ำขึ้นประมาณหนึ่ง เลยยังไม่ได้รับงานอะไร ถามว่ายอมแลกไหม จริงๆ ผมว่ามันเป็นอารมณ์แบบเรื่อยๆ เรามีความสนุกกับการที่ได้อยู่กับความสงบมากกว่าครับ ไม่ได้ถึงขั้นค้นหาความสุข
จริงๆ มันก็ต้องนิดนึงนะในช่วงเวลาหนึ่งที่เราอาจจะต้องเลือกนิดนึง เพราะว่าก็จะมีช่วงเวลาที่เราเคยถ่ายไปด้วยแล้วทำสวนไปด้วย ผิวเรามันเปลี่ยนสี แล้วเขาจัดแสงยาก มันก็จะมีช่วงเวลานั้นอยู่ แต่ว่าพอเราเริ่มเข้าใจมันและทำสำเร็จแล้ว ติดตั้งระบบทุกอย่างให้มันออโต้หมด ก็ทำให้เราทำงานน้อยลง ก็สามารถที่จะทำอะไรในวงการบันเทิงได้มากขึ้น

ถามว่าเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจไหม จริงๆ ตั้งแต่โควิดเราก็ทำแบบนี้มาสักพักแล้ว ก็มีผลแหละ เพราะว่าเราก็ยังต้องขับรถ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องพึ่งของข้างนอกขนาดนั้น เรายังต้องซื้อนำเข้าอยู่ ไม่ถึงขั้นว่าสามารถทำเอาทุกอย่างในบ้านเรามากินได้ 100% ขนาดนั้น ผมเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนทุกคนทั่วไปนี่แหละครับ
ส่วนมันช่วยได้เยอะไหม ถ้าในมุมนั้นผมว่าน่าจะเป็นเรื่องสังคมมากกว่า คือการที่เราอาจจะมีการออกไปที่ไหนน้อยลง อยู่แต่บ้านมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นมากกว่า ก่อนหน้านี้เราก็เลือกที่จะเคลียร์อะไรที่เรากู้มาทั้งหมด ซื้อบ้านซื้อรถอะไรพวกนี้ ก็เลยทำให้เราอาจจะไม่ต้องโฟกัสเรื่องการหาเงินเหมือนเดิม แต่ก็หานะครับ แต่เหมือนกับเราประหยัดขึ้นครับ ก็ค้นพบจากที่แก้วบอกนี่แหละครับ ว่าถ้าเราใช้ชีวิตแบบนั้นมันจะง่ายขึ้น ถ้าเกิดเราอยากได้อะไรก็ต้องรอให้เรามีก่อน ซื้อสดได้ค่อยว่ากัน คือแก้วเป็นอย่างนั้นมาตลอด แล้วเราก็มาเรียนรู้จากเขา
ถ้าพูดถึงเรื่องความอยากก็น้อยลง เพราะว่าเราก็ไม่ได้อยากออกไปไหน เราไม่ได้ต้องแต่งตัวมากเหมือนเดิม เหมือนเราโฟกัสที่ว่าเดี๋ยวเราจะทำอะไรกินวันนี้ แล้วก็มาดูว่าอร่อยไหมวันนี้ มันจะเป็นอะไรอย่างนั้นซะส่วนมาก เลยไม่ค่อยได้เจอใคร ไม่ค่อยได้ออกไปไหน พวกของสิ้นเปลืองก็ไม่ขนาดนั้น เราก็ยังเป็นทั่วไป แต่ว่าความสิ้นเปลืองของเราไปอยู่ที่สวนมากขึ้น ซื้อดินซื้ออะไรพวกนี้ครับ แต่อย่างพวกของสะสมที่ชอบ ก็มีของ Supreme ที่เราชอบ ก็เอามาตกแต่งห้อง แต่ว่าไม่ได้ซื้อเพิ่ม ส่วนมากก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไปลงกับสวนมากกว่าครับ

สำหรับเรื่องเปิดคอร์สสอนทำเตาดิน ก็ดีนะ คือพอเราได้มีโอกาสทำในสิ่งนี้ แล้วเข้าใจมัน แล้วก็เหมือนมีคนในเมืองที่เขาสนใจอยากจะทำด้วย เขาก็มาหาเราแล้วก็มาเอาข้อมูลจากเรา ซึ่งเราก็ยินดีที่จะแชร์ในสิ่งที่เราเข้าใจ เพราะว่าในกระบวนการทั้งหมดกว่าเราจะมาถึงจุดนี้ เราไปหาอาจารย์หลายท่าน ก็เรียนรู้ ศึกษา แล้วก็ลงมือทำ ก็ได้เจอเพื่อนคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นเมื่อก่อนเราเริ่มสนใจเรื่องสุขภาพ เราไปคุยกับใครเขาก็หาว่าเราแก่ แต่ตอนนี้มันเริ่มเป็นอะไรที่มันคนสนใจมากขึ้น เราก็มีเพื่อนคุยมากขึ้น แค่นั้นเองครับ
ก็เปิดคอร์สเป็นครั้งแรกครับ ก่อนหน้านี้เราไปเรียนกับครูพริมที่ Down to Earth แล้วครูพริมก็มาเที่ยวที่บ้านเรา เขาบอกว่าเราสามารถเปิดคอร์สได้ เพราะว่าเราได้ทำสิ่งนี้แล้ว แล้วก็มีความเข้าใจมันในเชิงการปฏิบัติ แล้วก็ควรที่จะแชร์ เขาก็เห็นว่าเรามีโอกาสที่จะแชร์ได้ ก็อยากให้เราแชร์ ก็เลยลองดู แต่อย่างเราเปิดคอร์สก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่แล้วครับ ตอนนี้เราเปิดไป 4 คอร์ส ก็ยังไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะเปิดอีกทีเมื่อไหร่ เป็นการทดลองดู ทดลองเฉยๆ
สำหรับ “แม่บานเย็น รากแก่น” ไปทำหน้าใหม่ ก็ดี ดีนะครับ ดี ก็เป็นความต้องการของเขาครับ ผมไม่เบรก เราได้รับรู้อีกทีก็คือหลังจากที่ทำแล้ว เขาก็มาเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าเขาไปเจออะไรมาบ้างในระหว่างทางที่ทำ เราก็รู้สึกว่าน่าจะมีความเจ็บปวดเนอะ แต่เขาบอกว่าก็ไม่นะ เขาก็สามารถอยู่กับความเจ็บปวดอะไรแบบนั้นได้ เขาโอเคมาก สุขภาพแข็งแรง แล้วก็สุขภาพใจเขาดี เพราะฉะนั้น End Result เป็นแบบนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงกัน แม่จะไปทำอะไรเพิ่มอีกไหมไม่แน่ใจ เพิ่งทำไปนะ ใช้ไปสักพักก่อน (หัวเราะ) ก็เป็นพี่สาวนั่นแหละ พี่สาว ไม่แซวๆ ก็ทักกันปกติ เขาก็ดูเด็กลงจริง วันนี้ก็มาครับ พาพี่สาวคนใหม่มาครับ”




