เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรื่อง ร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. แต่นายอนุทิน มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน
โดย น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามแรกถึงแผนการใช้เงินที่ระบุว่าจะเยียวยาประชาชนที่ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ในรายละเอียดพบว่าการใช้เงินกู้จะมี 2 แผน คือ แบ่งเป็นแผนละ 2 แสนล้านบาท โดยแผนและวงเงินก้อนแรกเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร ทั้งนี้ในหลักการตนเห็นด้วยมีเงินเพื่อเยียวยาประชาชน กู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ติดใจวงเงิน และการใช้เงิน ซึ่งพบว่า จะใช้ 1.2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส กลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และอีก 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ทั้งนี้ 4 เดือนแรก จะใช้งบประมาณรวม 1.72 แสนล้านบาท เรียกว่ากู้มาจะเทหมดหน้าตัก ภายใน 4 เดือน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การแจกโครงการคนละครึ่ง 30 ล้านคน นั้นมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายแบบใด วิธีการลงทะเบียนใครลงก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนจริงหรือไม่ แผนการเทหมดหน้าตัก 4 เดือนแรก แจกแบบสุ่ม คนเดือดร้อนไม่ได้ คนได้อาจไม่ได้เดือดร้อนนั้น รัฐบาลมีแผนเยียวยามีวัตถุประสงค์อะไร
ด้านนายภราดร ชี้แจงว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งต่อพลังงาน ต้นทุนสินค้า เป็นภาระของประชาชนที่ซื้อสินค้าแพง ขณะที่กำลังซื้อหดตัว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากงบประมาณ ปี 2569 พบว่ามีงบกลางเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาสถานการณ์ได้ถ้วนหน้าทั้งหมด ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ทั้งนี้คาดว่ามีเงินเหลือที่โอนได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน
นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลแบ่งเงินกู้ เป็น 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้านบาท โดยก้อนแรกจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม แต่ที่ถามว่า 2 โครงการหลักที่จะเกิดขึ้น คือ โครงการ “ไทยช่วยไทย” แบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 1.โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่วางแผนช่วยเหลือ 30 ล้านสิทธิ ให้ 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท เท่ากับ 1 คนใช้เงิน 4,000 บาทและลงทะเบียนใหม่ และ 2.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีผู้ถือ 13.2 ล้านคน จะเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่ใช้ 1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ที่ถามว่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ตนขอถามตรงๆ ว่าในประเทศนี้มีใครที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามในส่วนกลุ่มเปราะบางที่ปัจจุบันได้ 13.2 ล้านสิทธิ รัฐบาลจะขยายเพิ่มอีก 30 ล้านคน รวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับ เป็น 43.2 ล้านคน

“เหตุที่รัฐบาลต้องเทหมดหน้าตัก เพราะรัฐบาลเชื่อและประเมินสถานการณ์สงครามจาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลังก่อนหน้านี้ เชื่อว่าสงครามยืดเยื้อระดับกลาง ไม่จบภายใน 1-2 เดือน อาจจะจบช่วงกลางปีหรือสิ้นปีนี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องช่วย ช่วง 4 เดือน หากไม่เยียวยาได้อย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นสถานการณ์เกิดขึ้น จึงวางมาตรการเร่งด่วน” นายภราดร กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สอง ว่า เป็นภาวะ “รัฐบาลถังแตก” แต่พบว่ามีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน คือ ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท มาใน พ.ร.ก.กู้ด่วน ถ้าไม่ทำตอนนี้กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจจนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งๆ ที่ไม่มีรายละเอียดโครงการฯ หากจะเปลี่ยนผ่านพลังงานภายในปีเดียว และต้องกู้ในเดือน ก.ย. 70 จะทำได้กี่เปอร์เซ็นต์และทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน หากรอไปอีก 3 เดือน บรรจุใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ทั้งนี้ควรทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172

นายภราดร ชี้แจงว่า สำหรับการรักษาวินัยการเงิน การคลัง ได้ประชุม 4 หน่วยงาน และมีแผนการคลังระยะปานกลาง ทำรายละเอียส่วนของเงินกู้ 4 แสนล้านบาทไว้ โดยมีแผนว่าจะแบ่งกู้ 2 ปี โดยปีนี้ กู้ 2 แสนล้านบาท และปีหน้ากู้ 2 แสนล้านบาท ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปกติได้ทำตัวเลขแล้วทั้งหมดจากประมาณการทำให้เห็นชัดว่า 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน ร้อยละ 70 ส่วนเรื่องสอดไส้โครงการพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งที่บอกว่าเร่งด่วนหรือไม่ อยู่ที่คนมอง วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศ ต่อวิกฤติพลังงานแบบไหน เร่งด่วนหรือไม่
“วันนี้ประชาชนบ่นว่าเสียค่าไฟแพง เพราะไฟฟ้าผลิตมาจากฟอสซิล และแก๊สธรรมชาติที่ราคาแพง ทำให้ค่าไฟแพง ซึ่งประเด็นนี้เป็นร่มเดียวกันที่ตั้งใจลดค่าใช้จ่ายประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เน้นพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ในส่วนของพลังงาน ผมเชื่อว่าในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามาหลังจากที่ พ.ร.ก.บังคับใช้และผ่านสภา จะตั้งกรรมการกลั่นกรองโครงการ เพื่อตอบโจทย์ลดภาระใช้พลังงาน จึงเป็นโอกาสของประเทศที่จะเปลี่ยนถ่ายพลังงาน” นายภราดร กล่าว
นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช้งบประมาณปี 2570 เพราะทำไม่ทัน เนื่องจาก วันที่ 1 พ.ค.นี้ สำนักงบประมาณได้ปิดคำขอให้หน่วยงานส่งคำขอแล้ว ทั้งนี้เมื่อดูในไส้ของงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่ขอเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานนั้นมีไม่มากเพราะเวลาจำกัด จึงต้องใช้โอกาสเปลี่ยนถ่ายพลังงาน เพื่อความยั่งยืนของพลังงานสะอาด
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตั้งคำถามที่สามต่อว่า รัฐบาลตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่เป็นผู้ใช้หนี้ คิดไปทำไป เพราะยังไม่มีโครงการใดๆ อยู่ในแผน 2 และไม่ได้สะท้อนว่าไม่ทำวันนี้ กระทบมั่นคงเศรษฐกิจอย่างรับไม่ได้ ทั้งนี้ พ.ร.ก. ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อเพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา หากออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อเยียวยาตนไม่ติด แต่ออกให้น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มให้กับโครงการคนละครึ่งมากถึง 1.2 แสนล้านบาทไม่ต้องออกถึง 2 แสนล้านบาท และเก็บกระสุนเพื่อให้ตรงเป้ากับกลุ่มเป้าหมาย

“4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท คิดว่ายังไงมีโอกาสที่สงครามยืดเยื้อ และวิกฤติไม่จบภายใน 4 เดือน แต่กระสุนไม่เหลือให้ช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และอาจกู้ใหม่ไม่ได้ อาจเป็นเม็ดเงินสุดท้ายที่จะออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.กู้เงินได้ ไม่ใช้เพราะจะชนเพดานกู้เงิน ร้อยละ 70 เพราะมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ทั้งนี้แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ มีแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไรในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
โดย นายภราดร ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ได้วางแผนอย่างรอบคอบต่อการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน นอกจากนั้นการใช้เงินก้อนแรก วงเงิน 1.7 แสนล้าน ใน 4 เดือน เพราะรัฐบาลต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้น จำเป็นที่ต้องช่วยประชาชนก่อนเจอภาวะข้าวยากหมากแพง โดยการใช้เงินก้อนดังกล่าวใน 4 เดือนถึงมือประชาชนทุกเม็ด ทุกบาท ทุกสตางค์ ส่วนแผนการกู้จะกู้เงินในประเทศ ดอกเบี้ย ร้อยละ 1.3 เท่านั้น ส่วนแผนการใช้หนี้ของรัฐบาล จะใช้ตามปกติ คือ ตั้ง 4% ในงบรายจ่ายประจำปี ใช้เงินต้น 1.5 แสนล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก ทั้งนี้การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีเหตุผล มีความจำเป็นเร่งด่วน
ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวตอนท้ายว่า ฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน เพียงเพื่อหวังผลอื่นใด หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ และมีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง อย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้าง เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ดังนั้นไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ



