เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ว่า เรื่องภัยไซเบอร์ยังคงเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งได้ยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยได้กำหนดมาตรการประกาศรายชื่อรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง (เอชอาร์ -03) โดย ธปท. ได้มีการระงับบัญชีม้า ณ สิ้นเดือน มี.ค.69 จำนวน 2.46 แสน รายชื่อ จำนวนรวม 3.56 ล้านบัญชี โดยมีมูลเงินจากการระงับบัญชีจำนวนประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อบัญชีม้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการดำเนินมาตรการ และขยายเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันการเงิน กลุ่ม นอน แบงก์ กลุ่มรับแลกเปลี่ยนเงิน และผู้ประกอบการค้าทอง ฯลฯ

สำหรับการกำหนดประเภทสีของบัญชีม้าเพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และป้องกันภัยไซเบอร์ คือ ม้าน้ำตาล คือ บัญชีที่เหยื่อยังไม่รู้ตัว แต่ตรวจสอบเส้นเงินแล้วว่าเข้าข่ายบัญชีม้า จากเดิมที่มี เพียง ม้าดำ บัญชีที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ,ม้าเทาเข้ม บัญชีที่ถูกแจ้งความแล้ว รอดำเนินคดี ,ม้าเทาอ่อน บัญชีที่ถูกแจ้งไปยังธนาคารแล้ว อยู่ระหว่างการรอแจ้งความ
ส่วนสถิติข้อมูลการระงับบัญชีม้า เพื่อตัดเส้นทางเดินเงินของมิจฉาชีพ ณ มี.ค .69 รายชื่อม้า ทั้งหมดจำนวน 2.46 แสนรายชื่อ แบ่งเป็น ม้าดำ จำนวน 100,100 ชื่อ ม้าเทาเข้ม จำนวน 119,200 ชื่อ ม้าเทาอ่อน จำนวน 267,000 ชื่อ รวมบัญชีที่ม้าที่ถูกระงับ 3.56 ล้านบัญชี แบ่งเป็น ม้าดำ จำนวน 829,200 บัญชี ม้าเทาเข้ม จำนวน 750,800 บัญชี ม้าเทาอ่อน จำนวน 456,800 บัญชี และ ม้าน้ำตาล 1,519,800 บัญชี

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ยังได้มอบหมายให้ ธปท. หาแนวทางในการปิดช่องทางมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 12 -18 ปี ขึ้นไป ในการเป็นบัญชีม้าในการก่อเหตุ โดยมีบัญชีม้าเยาวชน 6,500 บัญชี ซึ่งหากปล่อยปละละเลยก็จะกลายเป็นช่องทางใหม่ของมิจฉาชีพเพิ่มขึ้นได้ โดยเบื้องต้น คาดว่า ธปท.จะหาแนวทางแล้วเสร็จไม่เกินภายใน 7 วัน โดยแนวทางสามารถเป็นได้หลายรูปแบบ เช่น จำกัดการโอนเงินเพียงวันละ 10,000 บาท เป็นต้น
ด้าน สำนักงาน กสทช. ได้เตรียมบูรณาการการจัดการสัญญาณชายแดนเพื่อลดผลกระทบการใช้งานของประชาชน โดย จัดกำหนดในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ทดลอง (แซนบ็อกซ์) เปิดใช้งานสัญญาณเฉพาะเบอร์ที่ลงทะเบียนถูกต้องเท่านั้น
สำหรับการแก้ไขกฎหมาย ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์การคืนเงินให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ปปง. ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วภายใต้พระราชกำหนดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุง นั้น ได้เสนอไปยังราชกิจจานุเบกษา แล้ว เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ใน 90 วัน ซึ่งจะทำให้การเคืนเงินเหยื่อได้รวดเร็ว และเป็นระบบากขึ้น โดยมีจำนวนเงินที่ถูกอายัดและตรวจสอบแล้ว ประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะสามารถคืนเงินผู้เสียหายได้ภายในสิ้นปีนี้



