สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่าศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ มีมติเสียงข้างมาก 2 ต่อ 1 พิพากษาว่า การที่รัฐบาลชองประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกเก็บภาษีศุลกากรชั่วคราวทั่วโลกที่ 10% นั้น “ไม่มีเหตุผลอันสมควร”


ศาลระบุว่าทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากกฎหมายนี้อนุญาตให้เก็บภาษีในอัตราไม่เกิน 15% ได้นาน 150 วัน เฉพาะในกรณีที่เกิด “วิกฤติดุลชำระเงินรุนแรง” หรือเพื่อป้องกันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทรุดตัว แต่ศาลเห็นว่า การขาดดุลการค้าที่ทรัมป์อ้างถึงนั้นไม่ใช่กรณีที่กฎหมายนี้ครอบคลุม


แม้ศาลจะมองว่า การเก็บภาษีนี้ไม่ชอบธรรม แต่ปฏิเสธที่จะสั่งระงับเป็นการทั่วไป ตามคำร้องของรัฐบาล 24 รัฐ ส่งผลให้ผู้นำเข้ารายอื่น ๆ ยังคงต้องจ่ายภาษีตามอัตรานี้ต่อไป จนกว่าจะครบกำหนดไปเองในวันที่ 24 ก.ค. นี้ หรือจนกว่าผลการอุทธรณ์จะสิ้นสุด


ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าคาดการณ์ไปในทางเดียวกัน ว่ารัฐบาลทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้ในชั้นศาลยืดเยื้อไปถึงศาลอุทธรณ์ภาคและศาลฎีกา และหลังครบกำหนดการเก็บภาษีในวันที่ 24 ก.ค. ที่จะถึง หลังจากนั้น รัฐบาลอาจเปลี่ยนไปใช้ มาตรา 301 เพื่อเก็บภาษีแบบถาวรแทน


นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังมองว่า สหรัฐไม่ได้เผชิญกับวิกฤติดุลชำระเงินตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะยังคงสามารถเข้าถึงตลาดการเงิน และไม่มีต้นทุนการกู้ยืมระหว่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ การนำมาตรา 122 มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ.

เครดิตภาพ : REUTERS