บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 มีรายได้รวม อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก 32,344 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งธุรกิจทรัพยากร เช่น บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD ที่สำคัญในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากเอไอเอส จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 3,314 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงจากต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง
ทั้งนี้เนื่องจากการควบรวมธุรกิจระหว่าง GULF และ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงได้เปรียบเทียบการรับรู้กำไรจาก AIS ในไตรมาส 1/2569 กับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนของไตรมาส 1/2568 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นใน AIS ในสัดส่วนร้อยละ 40.44 ตั้งแต่ต้นปี 2568
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท และ
ส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.85 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จากหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงประมาณการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทฯ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน ประกอบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore. ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”



