นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกรณีแพลตฟอร์มดิจิทัลปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่า จีพี ว่า กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงรัฐบาลชุดก่อนแล้ว โดยเร็วๆนี้ จะมีการเชิญแพลตฟอร์มเข้ามาหารืออีกครั้ง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่มีต้นทุนบนแพลตฟอร์มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนตัวมองว่า ต้องยึดหลัก ไทย เฟิร์ส  เป็นสำคัญ ค่า จีพีที่เรียกเก็บในอัตรา 30% ถือว่าสูงเกินไป หากอยู่ที่ระดับ 10-15% อาจเหมาะสมกว่าในแง่การช่วยผู้ประกอบการไทย 

“ประเด็นค่าจีพี และภาษีบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในอำนาจกำกับดูแลโดยตรงของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า  ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยค่าจีพี เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นหน่วยงานหลัก ส่วนประเด็นภาษีอยู่ในอำนาจของกระทรวงการคลัง แต่การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ไม่ใช่ผลักภาระให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาแนวทางช่วยประคองผู้ประกอบการไทยให้ผ่านช่วงเวลาต้นทุนสูงไปให้ได้ โดยไม่ปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับผู้ค้ารายย่อยเพียงฝ่ายเดียว ”

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน การกำกับดูแล ต้องหาแนวทางที่เหมาะสม เพราะ หากกำหนดอัตราต่ำเกินไป แพลตฟอร์มอาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ หรือไม่ลงทุนเพิ่มเติม  เรื่องนี้ต้องหาความพอดีให้ได้ ทั้งในฝั่งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม และกลไกตลาด เพราะหากรัฐเข้าไปแทรกแซงมากเกินไป ก็อาจกระทบแรงจูงใจของภาคเอกชนและทำให้ระบบตลาดบิดเบือนได้ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้สามารถควบคุมดูแลให้เหมาะสมได้ หน่วยงานต่างต้องหารือกัน ซึ่งในส่วนการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัจจุบันทาง เอ็ตด้า สามารถออกกฎระเบียบได้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจบังคับใช้ จึงได้มอบนโยบายให้ศึกษาทางเลือกในการเพิ่มกลไกกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเบื้องต้น ได้มีการพูดคุยกับทาง  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แล้ว   หากเอกชนไม่ให้ความร่วมมือ รัฐบาล ก็อาจสนับสนุนหรือสร้างแพลตฟอร์มของไทยขึ้นมาเพื่อความเป็นธรรมด้านภาษีและต้นทุนให้กับผู้ประกอชการไทย

“ที่ผ่านมามีการมองว่า ผู้ประกอบการไทย ที่ค้าขายบนแพลคฟอร์ม  ไม่กล้าร้องเรียน เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มนั้น ในทางปฏิบัติยังมีผู้ร้องเรียนไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการรับรู้ถึงแรงกดดันจากต้นทุนโดยรวมของระบบเศรษฐกิจที่ปรับสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ราคาสินค้า และค่าขนส่ง จึงทำให้การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม  ได้ให้เอ็ตด้า ไป ดูในส่วนที่สามารถดำเนินการได้และมีอำนาจในการกำกับดุแล ซึ่งแนวทางที่เป็นไปได้มีทั้งการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ หรือการยกระดับเป็นกรม นอกจากนี้ กระทรวงดีอีกำลังจัดทำพระราชกำหนดด้านไซเบอร์ ซึ่งอาจเป็นอีกกลไกสำคัญในการรวบรวมอำนาจบังคับใช้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัลและไซเบอร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”  นายไชยชนก กล่าว