เมื่อวันที่ 8 พ.ค. จากกรณี นางปวีณา หงสกุล มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พา น.ส.แก้ว อายุ 24 ปี เข้าพบ พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง เพื่อขอให้ช่วย น.ส.แก้ว ติดตามหาลูกสาวแท้ๆ วัย 3 ขวบ ที่ถูก น.ส.ส้ม อายุ 29 ปี ที่เป็นคนรับเลี้ยงลูกสาวตั้งแต่แรกเกิด ก่อนจะนำลูกสาวตัวจริงไปสลับตัว โดยเอาลูกสาวคนอื่นมาสวมรอยส่งคืนให้ น.ส.แก้ว ตั้งแต่ยังเป็นทารกวัย 5 เดือน โดยตำรวจจับกุม น.ส.ส้ม ดำเนินคดี และถูกศาลชั้นต้นตัดสินโทษจำคุก และได้ประกันตัวออกมาอยู่ระหว่างรออุทธรณ์ แต่ด้าน น.ส.แก้ว ยังไม่ทราบชะตากรรมของลูกสาวแท้ๆ ของตนเอง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
วันนี้ ที่ศาลจังหวัดพัทยา น.ส.ส้ม พร้อมทนายความและญาติได้เดินทางมาเพื่อรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 โดยศาลอุทธรณ์ ภาค 2 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินให้จำคุก น.ส.ส้ม 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี หลังจากนั้น ทางทนายความได้ยื่นหลักทรัพย์เดิม (25,000 บาท) ขอประกันตัวออกมาสู้คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ด้าน นายบี๊ พี่เขยของ น.ส.ส้ม ผู้ต้องหา เปิดเผยว่า ส่วนตัวเคยพบเห็น น.ส.แก้ว ผู้เสียหาย มาอาศัยที่บ้านของ น.ส.ส้ม เมื่อตอนตั้งท้องเพียงไม่นาน และไม่เชื่อว่า น.ส.ส้ม จะขายลูกของ น.ส.แก้วได้ลงคอ เพราะส่วนตัว น.ส.ส้มมีนิสัยใจคอดี รักเด็ก และมีลูกของตัวเองตั้ง 4 คน ไม่น่าจะทำการขายเด็กได้
แม่ใจสลาย! ร้อง ‘ปวีณา’ จี้รื้อคดีสลับตัวเด็ก หวังตามหาลูกตัวจริงกลับคืน
โดยหลังเกิดเรื่องทาง น.ส.ส้ม ได้มาปรึกษาว่าทำเด็กหาย ตนเองไม่อยู่ตอนเกิดเรื่องเพราะอาศัยอยู่คนละที่ ตนไม่รู้จะช่วยอย่างไรจึงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย แต่ก็เป็นคนพามาศาลและพบตำรวจอยู่ทุกครั้ง หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก น.ส.ส้ม ก็มีอาการถอดใจ และฝากฝังตนเองให้ดูแลหลานทั้ง 4 คนด้วย ตนยังเชื่อว่า น.ส.ส้ม ไม่มีเจตนาในการทำเด็กหายดังกล่าว
ด้าน น.ส.แก้ว อายุ 24 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังฟังคำตัดสินแล้ว รู้สึกดีใจและพึงพอใจมากที่ศาลลงโทษจำคุกแก่ น.ส.ส้ม ซึ่งในวันนี้ตนได้เจอกับคู่กรณี รู้สึกไม่ค่อยพอใจเนื่องจาก น.ส.ส้ม ไม่พูดความจริงที่เกิดขึ้น
น.ส.แก้ว กล่าวอีกว่า “ขอขอบคุณศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ คุณปวีณา ทีมงานมูลนิธิปวีณา พี่ๆ สื่อมวลชนทุกท่าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ช่วยเหลือดำเนินคดีกับคนผิด และอยากวิงวอนขอสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการตามหาลูกของหนู ให้ได้ตัวกลับมา”



