สวัสดีวันหยุด กับข่าวสารยานยนต์จากทุกมุมโลกไปกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เหตุเพลิงไหม้จากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นสิ่งที่น่าสพรึงกลัว เหมือนอย่างที่เกิดกับรถบรรทุกที่ขนแบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้าจำนวนมากในคืนวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณถนนบางนา-ตราด ขาเข้า กม.ที่ 40 ที่มีความรุนแรงของเปลวเพลิงสูงมากระดับ 1,000 องศา จนส่งผลกับโครงสร้างทางด่วนที่อยู่สูงขึ้นไปด้านบนหลายสิบเมตร และเป็นที่รู้กันว่าเพลิงที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของแบตเตอรี่นั้นยากต่อการควบคุมเพลิงให้สงบได้

            ประเทศจีนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่นั้น เข้าใจเรื่องนี้ดี โดยได้ทำการประกาศมาตรฐานความปลอดภัยที่มีชื่อว่า GB 38031-2025 อันเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่จะต้อง “ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด” โดยทำการประกาศไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 และจะเริ่มบังคับใช้ในประเทศจีนในวันที่ 1 กรกฏาคม 2026 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่ยื่นขออนุมัติแบบ (Type Approval) จากทางการนับตั้งแต่วันที่กำหนด ส่วนรถที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้ก็จะได้รับการผ่อนผัน แต่ก็ต้องใช้มาตรฐานนี้ทั้งหมดภายใน 1 กรกฏาคม 2027

            มาตรฐานใหม่นี้ครอบคลุมปัญหาไฟไหม้ในหลากหลายบริบท ไม่ว่า 1. ไฟไหม้ขณะจอดเฉยไม่มีการทำงานของระบบขับเคลื่อน (ซึ่งเกิดขึ้นมากที่สุด) 2. เกิดขึ้นขณะชาร์จไฟ 3. เกิดขึ้นขณะขับขี่ 4. เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ และ 5. เกิดจากสาเหตุอื่นๆ

            โดยสาระสำคัญของมาตรฐานใหม่นี้ก็คือ

  1. “ชลอเวลาการเกิดปฏิกิริยาความร้อนแบบลูกโซ่ หรือ Thermal Runaway” ปฏิกิริยานี้เกิดจากการที่อุณหภูมิภายในเซลล์แบตเตอรี่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินการควบคุม ไม่ว่าจะเกิดจากการลัดวงจร หรือจากความร้อนสะสมวิกฤต จนนำไปสู่การเกิดไฟไหม้ หรือระเบิด ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วจะหยุดยากมาก โดยมาตรฐานใหม่นี้กำหนดว่า แบตเตอรี่จะต้องไม่ติดไฟ หรือระเบิด “ภายใน 2 ชั่วโมง” หลังจากเกิดเหตุความร้อนล้มเหลว (Thermal Runaway Event) จากที่กำหนดไว้ในมาตรฐานปี 2020 ไว้ที่ “5 นาที” เท่านั้น
  2. “ต้องแจ้งเตือนภายใน 5 นาที” ผู้โดยสารจะต้องได้รับการแจ้งเตือนภายใน 5 นาทีหลังจากที่พบความผิดปกติด้านอุณหภูมิ และต้อง “ไม่มีควัน” เข้าสู่ห้องโดยสารในเวลานั้นอีกด้วย
  3. “ต้องมีการทดสอบการกระแทกจากด้านล่าง (Bottom Impact)” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มการทดสอบที่จำลองสถานการณ์ที่รถยนต์ถูกขูดขีด หรือกระแทกเข้ากับสิ่งของบนถนน ด้วยการใช้ ลูกเหล็กขนาด 30 มม. กระแทกด้วยพลังงาน 150 จูล โดยที่แบตเตอรี่จะต้องไม่มีการรั่วไหล ติดไฟ หรือระเบิด
  4. “ทนทานต่อการชาร์จเร็ว (Fast Charging Safety)” รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันมักจะชูจุดขายเรื่องใช้เวลาชาร์จที่รวดเร็ว แต่การชาร์จที่ไช้กระแสไฟที่มากเกินไป นั้นเสี่ยงต่อการระเบิดได้ ดังนั้นในมาตรฐานใหม่กำหนดให้ แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยหลังจากผ่านการชาร์จไฟแบบเร็วพิเศษ (Ultra-Fast Charge) ที่สามารถชาร์จจากความจุ 20%-80% ภายใน 15 นาที เป็นจำนวนอย่างน้อย 300 รอบได้
  5. “ทนทานต่อสภาพแวดล้อม” สภาพแวดล้อมที่รุนแรงสามารถสร้างความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ได้ โดยในมาตรฐานใหม่นี้ จะยกระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นขึ้นเป็นระดับ IPX7 โดยมาตรฐานนี้หมายถึง มันจะต้องสามารถแช่ในน้ำได้ชั่วคราว นั่นก็คือสามารถอยู่ในน้ำลึก 1 เมตรได้ในช่วงเวลา 30 นาที แต่ไม่ทนต่อการฉีดน้ำแรงดันสูง หมายความว่า รถไฟฟ้าจะต้องสามารถขับลุยน้ำท่วมขัง หรือแช่น้ำในระดับที่กำหนดได้ โดยไม่มีน้ำรั่วไหลเข้าไปจนก่อความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าได้

            เกณฑ์ใหม่นี้คือบรรทัดฐานใหม่ ที่กดดันให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ทั่วโลกต้องพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ส่งออกไปยังจีนที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีด้านวัสดุและระบบจัดการความร้อนให้ดียิ่งขึ้น โดยข่าวดีก็คือพบว่า 78% ของผู้ผลิตในปัจจุบันมีเทคโนโลยีรองรับเรียบร้อยแล้ว

            ถึงอย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า “แบตเตอรี่จะไม่ไหม้ไฟอีกต่อไป” เพราะหากเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงอาทิเกิดการชนที่ความเร็วสูงจากโครงสร้างแบตเตอรี่ฉีกขาด ก็อาจจะเกิดไฟไหม้ได้ แต่การออกแบบโครงสร้างตัวรถที่แข็งแกร่งก็จะช่วยลดโอกาสได้เช่นกัน เรียกว่าทั้งหมดนี้คือก้าวย่างที่สำคัญเพราะคือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนั่นเอง