นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เปิดเผยถึงโครงการ ไทย-เอไอ พาสสปอต์( TH-AI Passport) ที่รัฐจะแจก เอไอ ระดับโปร 5 ล้านสิทธิ์ ว่า ส่วนตัวได้มองในมิติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากปัจจุบัน พฤติกรรมการใช้งานเอไอของคนไทยส่วนใหญ่ มักเป็นการป้อนคำสั่ง (พร้อมท์) เพื่อ ถามปัญหา หรือให้ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการทำงาน เช่น การให้ช่วยคำนวณสูตร ไมโครซอฟท์เอ็กเซล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงจุดอ่อนและปัญหาภายในองค์กรแทบทั้งสิ้น
“ประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นที่สุดคือ หากรัฐบาลปล่อยให้มีการใช้งานเอไออย่างเสรี โดยไม่มีระบบ AI Governance หรือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลข้อมูลที่เข้มงวดพอ ชุดข้อมูลปัญหาของคนไทยและองค์กรธุรกิจทั้งหมดอาจ “รั่วไหล” ไปตกอยู่ในมือของบริษัทบิ๊กเทคต่างชาติที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอไอเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้พวกเขาล่วงรู้ทันทีว่าคนไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรร่วมกัน ดังนั้น ดาต้าและข้อมูลที่อยู่เหนือการใช้งานเอไอ จึงเป็นตัวชี้ขาดว่าโปรเจกต์นี้จะรุ่งหรือจะร่วง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งตอบคำถามให้ชัดเจนว่า นอกเหนือจากการสร้างความตื่นตัว หรือ Awareness แล้ว เบื้องหลังการแจกไลเซนส์ในโครงการนี้ มีระบบควบคุมข้อมูลของคนไทยให้อยู่ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยแล้วด้วยหรือไม่”
นายสุปรีย์ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เรื่องการใช้ เอไอ ในแง่ของการบริหารจัดการต้นทุน มองว่า การเข้าถึงเอไอระดับโปรมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และมักเจอปัญหาค่าบริการบานปลายไหลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามปริมาณการใช้งาน (เรท ลิมิต ) ซึ่งหากรัฐบาลจะสนับสนุน ควรเลือกใช้วิธีจัดสรรสิทธิ์ผ่านระบบแพ็กเกจไลเซนส์ โดยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเอไอ หรือ บริษัทเทคระดับโลกที่เป็นผู้พัฒนา ซึ่งจะช่วยควบคุมเพดาน และจะช่วยให้ผู้ใช้ล็อกต้นทุนไม่ให้เกินงบประมาณที่ตั้งไว้ได้ นอกจากนี้ การขับเคลื่อนเอไอให้เกิดประสิทธิภาพ (เอไอ แอดออปชัน) ในกลุ่มเอสเอ็มอี ที่แท้จริง ตัวชี้วัดไม่ได้อยู่ที่ เจ้าของกิจการ แต่คือ ลูกน้องและพนักงานทุกคน ที่ต้องสามารถดึงเอไอมาใช้งานเป็นเพื่อนร่วมงานได้อย่างทั่วถึงจริงๆ



