การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่สองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการกลับมาของทีมงานที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ซึ่งหลายคนเคยร่วมงานกับทรัมป์มาแล้วตั้งแต่สมัยแรก หรือมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กลับคืนสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง


หากรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกถูกมองว่าเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน การเปลี่ยนตัวบุคลากร และความเห็นที่แตกต่างระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ รัฐบาลสมัยที่สองของทรัมป์กลับมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจน โดยทีมงานส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ผ่านการพิสูจน์ความภักดีและมีแนวคิดสอดคล้องกับนโยบาย “อเมริกา เฟิร์ส” หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ทำให้การกำหนดทิศทางของรัฐบาลมีเอกภาพมากขึ้น


บุคคลซึ่งได้รับการจับตามองมากที่สุดคือ นางซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น “สตรีเหล็ก” แห่งวงการการเมืองสหรัฐ ไวลส์เป็นผู้จัดการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ที่นำทรัมป์กลับมาคว้าชัยชนะ และได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การรณรงค์หาเสียงเป็นระบบมากขึ้น ต่างจากในอดีต ที่แคมเปญของทรัมป์มักถูกวิจารณ์ว่า ขาดการประสานงาน

นางซูซี ไวลส์


ในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ไวลส์มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ควบคุมการเข้าถึงตัวประธานาธิบดี และประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จนหลายฝ่ายถึงขั้นยกให้ไวลส์เป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดรองจากทรัมป์


อีกบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคือ นายสตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายนโยบาย ผู้เป็นสถาปนิกของนโยบายด้านผู้อพยพมาอย่างยาวนาน มิลเลอร์เป็นผู้ผลักดันมาตรการควบคุมชายแดน การเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย และข้อจำกัดด้านการเข้าเมืองตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก

นายสตีเฟน มิลเลอร์


ในรัฐบาลปัจจุบัน อิทธิพลของมิลเลอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเขาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้คำปรึกษา แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคง การตรวจคนเข้าเมือง และการบริหารราชการภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นหลักของรัฐบาลทรัมป์


ด้านนายแดน สกาวิโน รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอีกคนหนึ่ง ถือเป็นบุคคลซึ่งอยู่เคียงข้างทรัมป์มายาวนานที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง สกาวิโนมีบทบาทดูแลยุทธศาสตร์การสื่อสาร การเผยแพร่ข้อความของประธานาธิบดี และการติดต่อกับฐานเสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ทรัมป์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด


ขณะที่นายเทย์เลอร์ บูโดวิช รองหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายการสื่อสาร รับผิดชอบการกำหนดภาพลักษณ์ของรัฐบาล การตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ และการถ่ายทอดนโยบายของรัฐบาลสู่สาธารณชน ทำให้การสื่อสารของทำเนียบขาวมีทิศทางที่เป็นเอกภาพมากขึ้น


อีกหนึ่งบุคคลที่ไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชน แต่ได้รับการจับตาว่ามีอำนาจไม่น้อย คือ นายเซอร์จิโอ กอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบุคลากรประธานาธิบดี ซึ่งรับผิดชอบการคัดเลือกและเสนอแต่งตั้งบุคลากรทางการเมืองหลายพันตำแหน่งทั่วทั้งรัฐบาลกลาง ตั้งแต่ผู้บริหารหน่วยงาน ไปจนถึงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงต่าง ๆ บทบาทดังกล่าวทำให้กอร์มีอิทธิพลโดยตรงต่อโครงสร้างของรัฐบาลทรัมป์


นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกกับสมัยที่สอง ไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้นำสหรัฐเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่ “ทีมงาน” ซึ่งมีประสบการณ์มากขึ้น เข้าใจรูปแบบการทำงานของทรัมป์ และมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล


แม้บุคคลเหล่านี้จะไม่เป็นที่รู้จักเทียบเท่ารัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาคองเกรส แต่บทบาทของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของรัฐบาลสหรัฐ ทั้งด้านความมั่นคง การต่างประเทศ การตรวจคนเข้าเมือง และการสื่อสารทางการเมือง ซึ่งล้วนส่งผลต่อบทบาทของสหรัฐบนเวทีโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS