หรือ ปลีกล้วย คือส่วนช่อดอกของต้นกล้วย มีลักษณะคล้ายหยดน้ำหรือดอกบัวตูมขนาดใหญ่ เปลือกนอกเป็นกาบสีแดงเข้มหรือม่วงซ้อนกันแน่น ด้านในมีดอกกล้วยสีขาวนวลซ่อนอยู่ รสชาติเมื่อดิบจะฝาดและกรอบ แต่เมื่อนำไปปรุงสุกจะมีรสหวานมัน ลักษณะภายนอก เป็นรูปทรงหยดน้ำ โคนกลีบกว้าง ปลายเรียวแหลม หุ้มด้วยกาบใบแข็งสีแดงอมม่วงโครงสร้างภายใน: เมื่อแกะกาบออกจะพบดอกกล้วยขนาดเล็ก (ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้) เรียงอัดกันแน่นเป็นชั้นๆ ซึ่งดอกเหล่านี้จะเจริญเติบโตไปเป็นผลกล้วยหรือหวีกล้วย แกนกลางด้านในเป็นสีขาวนวล กรอบ และนิยมนำมาทำอาหาร

การนำหัวปลี สามารถนำมารับประทานแบบสด หรือจะนำไปลวก ก็ได้เช่นกัน แบบสดนิยมนำมาทานกับขนมจีน แบบลวกนิยมมาทานกับน้ำจิ้มหรือน้ำพริก หากต้องการนำไปประกอบอาหาร วิธีเตรียมก่อนนำไปปรุงอาหาร คือให้ลอกกาบสีแดงข้างนอกออก จนถึงกาบสีขาว ผ่าครึ่งตามยาว นำไปแช่น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูเจือจางกับน้ำ เพื่อไม่ให้หัวปลีมีสีคล้ำ จากนั้นเฉือนแกนกลางและนำดอกที่แก่ออก

หัวปลีมีสารอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ  ไฟเบอร์: ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่าย ธาตุเหล็ก: ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง วิตามินซี: ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์

สรรพคุณทางยา เสริมสร้างน้ำนมแม่: หัวปลีต้มเป็นอาหารบำรุงน้ำนมในคุณแม่หลังคลอด ลดน้ำตาลในเลือด: ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน บำรุงเลือด: ธาตุเหล็กในหัวปลีช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง บรรเทาโรคกระเพาะอาหาร: ช่วยลดการอักเสบของกระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ หัวปลีมักถูกใช้ในเมนูอาหารไทย เช่น ยำหัวปลี แกงเลียง และหัวปลีทอด สมุนไพรพื้นบ้าน: หัวปลีต้มรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากหัวปลี: เช่น ผงหัวปลีสำหรับชงดื่ม น้ำหัวปลี และแคปซูลหัวปลี

แม้หัวปลีจะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อควรระวัง เพราะในหัวปลี มี โพแทสเซียมสูง ผู้ที่มีปัญหาไตเรื้อรังต้องระวังโพแทสเซียมสูงเกิน ซึ่งอาจส่งผลต่อหัวใจได้ อาจท้องอืดหากกินมากเกิน เพราะไฟเบอร์ที่สูงมากอาจทำให้บางคนท้องอืดโดยเฉพาะผู้ที่ระบบย่อยอ่อนแอ หัวปลีมี ยาง ซึ่งอาจทำให้ระคายเคืองปากหรือคันได้ ควรแช่น้ำมะนาวหรือน้ำเกลือก่อนรับประทาน หัวปลีอยู่ในตระกูลเดียวกับกล้วย หากคุณแพ้กล้วย ควรทดลองกินทีละน้อยหรือหลีกเลี่ยง